ผลไม้โพแทสเซียมสูง โรคไตควรเลี่ยง

ผลไม้… อาหารสุขภาพของคนทั่วไป แต่อาจเป็น “สิ่งที่ต้องระวัง” สำหรับผู้ป่วยโรคไต (บางระยะ)โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในระยะฟอกไต หรือไตเสื่อมระยะท้าย การเผลอกิน ผลไม้โพแทสเซียมสูง เกินไป ร่างกายจะไม่สามารถขับออกได้ทัน จนเกิดภาวะ “โพแทสเซียมในเลือดสูง” (Hyperkalemia) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต อาจทำให้ใจสั่น เหนื่อยหอบ หรือหัวใจหยุดเต้นได้เลยทีเดียว

วันนี้เราจะพามาเจาะลึกว่า ผลไม้ชนิดไหนคือ “โซนอันตราย” และชนิดไหนคือ “โซนปลอดภัย” เพื่อให้คุณยังมีความสุขกับการกินผลไม้ได้ โดยไม่ทำร้ายไต

โรคไตแต่ละระยะ ควรจำกัดโพแทสเซียมแค่ไหน?

ไม่ใช่คนเป็นโรคไตทุกคนต้องงดผลไม้ สิ่งสำคัญคือ ระยะของโรค และ ผลเลือด (ค่า K) ของเรา

ระยะโรคไตค่า GFR คำแนะนำเรื่องโพแทสเซียม
ระยะที่ 1–2> 60กินได้ปกติ แต่ควรเริ่มระวังผลไม้หวานจัด
ระยะที่ 3A–3B30–59เริ่มจำกัด หากผลเลือดโพแทสเซียมเริ่มสูง (>5.0 mEq/L)
ระยะที่ 4–5< 30คุมเข้มงวด (ควร < 2,000 มก./วัน) หรือตามแพทย์สั่ง
*ค่าโพแทสเซียมในเลือด (Serum K) คือตัวตัดสินที่ดีที่สุด หากเราเป็นโรคไตระยะต้นแต่ค่า K สูง ก็ต้องคุมอาหารเหมือนระยะท้ายเช่นเดียวกัน

แต่ละคนมีระดับการทำงานของไตที่ต่างกัน การรับโพแทสเซียมจึงไม่ควรใช้ “สูตรเดียวกันสำหรับทุกคน” นักกำหนดอาหาร จะวิเคราะห์จากผลเลือด, ประวัติอาหาร, ยาที่ใช้ และชนิดของการฟอกไต เพื่อออกแบบเมนูที่เหมาะสมที่สุด

โซนแดง: ผลไม้โพแทสเซียมสูง (ควรหลีกเลี่ยง)

กลุ่มนี้มีโพแทสเซียมสูงปรี๊ด (เกิน 200 มก./100 กรัม) ยิ่งกิน ยิ่งสะสม ยิ่งอันตราย

  1. กลุ่มเนื้อแน่น/แป้งเยอะ: กล้วยหอม, กล้วยน้ำว้า, ขนุน, ทุเรียน (ราชาแห่งโพแทสเซียม!)
  2. กลุ่มน้ำหวานฉ่ำ: แคนตาลูป, ลำไย, น้อยหน่า, มะพร้าว (ทั้งเนื้อและน้ำ)
  3. กลุ่มผลไม้อบแห้ง: ลูกเกด, พุทราจีน, กล้วยตาก (เพราะน้ำระเหยออก แร่ธาตุจึงเข้มข้นมาก ห้ามเด็ดขาด!)
  4. อื่นๆ:  อะโวคาโด, แก้วมังกร

โซนเขียว: ผลไม้โพแทสเซียมต่ำ (กินได้ แต่ต้องกินอย่างพอดี)

อยากกินผลไม้ ให้เลือกกลุ่มนี้ (เฉลี่ยต่ำกว่า 150 มก./100 กรัม)

  • แอปเปิ้ล (ปอกเปลือกจะดีที่สุด)
  • สับปะรด 
  • สาลี่ / ชมพู่
  • องุ่นเขียว 
  • แตงโม (ระวัง: แม้โพแทสเซียมต่อกรัมจะต่ำ แต่คนมักเผลอกินชิ้นใหญ่ ทำให้ได้รับน้ำและน้ำตาลเกิน ต้องคุมปริมาณให้ดี)
  • มังคุด
โรคไต ผลไม้ที่แนะนำ-EWC

เคล็ดลับ: แนะนำกินไม่เกินครั้งละ 1 ส่วน หรือ 1 กำปั้น นอกจากจะช่วยคุมค่าโพแทสเซียมแล้ว ยังช่วยคุมน้ำตาลได้อีกด้วย

3 กฎเหล็ก กินผลไม้ให้ปลอดภัย (ฉบับผู้ที่เป็นโรคไต)

1. กฎของ “1 กำปั้น” ถึงจะเป็นผลไม้โซนสีเขียว ก็กินเยอะไม่ได้ แนะนำปริมาณต่อมื้อคือ ” 1 กำปั้น หรือปริมาณเท่ากับจานรองแก้วกาแฟ หรือเทียบเท่าผลไม่ 0.5 ถุง ตามร้านรถเข็นผลไม้ทั่วไป” หรือประมาณ 6-8 ชิ้นคำ (เช่น สับปะรด 6 ชิ้น, เงาะ 3-4 ผล)

2. เลี่ยงน้ำผลไม้คั้นสด การคั้นน้ำ (เช่น น้ำส้มคั้น) ต้องใช้ผลไม้จำนวนมากเพื่อให้ได้ 1 แก้ว เท่ากับเราดื่มโพแทสเซียมเข้มข้นเข้าไปทันที แถมกากใยก็หายไปหมด แนะนำให้กินเป็น “ผลสด” ดีกว่าค่ะ

3. ผลไม้กระป๋อง = ตัวเลือกสำรอง หากหาผลไม้สดกินยาก ผลไม้กระป๋องสามาถกินได้ แต่ต้องทิ้งน้ำเชื่อมออกให้หมด และล้างเนื้อผลไม้ด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อลดน้ำตาลและโซเดียมที่อาจปนมา

การเป็นโรคไต ไม่ได้แปลว่าชีวิตเราจะขาดความหวานจากธรรมชาติไปตลอดกาล เพียงแค่เราต้อง “ฉลาดเลือก” (เลี่ยงกล้วย/ทุเรียน/ผลไม้อบแห้ง) และ “ฉลาดกิน” (กินแค่พอหายอยาก ไม่กินแทนข้าว)

สำคัญที่สุดคือ หมั่นดูผลเลือด ของตัวเอง และปรึกษา นักกำหนดอาหาร เพื่อจัดตารางการกินที่เหมาะกับร่างกายของเรามากที่สุดค่ะ

ดูแลสุขภาพของคุณให้ถูกวิธี

โปรแกรมปรึกษานักกำหนดอาหารคืออะไร ?

พร้อมรับคำปรึกษาจาก

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ

ไม่พลาดบทความด้านโภชนาการ

ของ อีทเวลล์คอนเซปต์ ก่อนใคร

แหล่งอ้างอิง

  • คณะอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย (บรรณาธิการ). (2565). ข้อแนะนำเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565 (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม). สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย
  • Institute of Nutrition Mahidol University. Program INMUCAL Version 4.0