สำหรับผู้ป่วย มะเร็งหลอดอาหาร “การกิน” อาหารธรรมดาๆแบบที่เคยกินได้ กลับกลายเป็นอุปสรรคที่ต้องเผชิญในทุกๆ วัน เนื่องจากตำแหน่งของก้อนมะเร็งและการรักษาที่มุ่งเป้าไปยังบริเวณหลอดอาหารโดยตรง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระบวนการกลืนและกินอาหาร ทำให้มีภาวะทุพโภชนาการหรือขาดสารอาหารเกิดขึ้นได้บ่อยและเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษา
ทำไมผู้ป่วย มะเร็งหลอดอาหาร ถึงกินได้น้อยลง?
ปัญหาหลักที่ผู้ป่วยต้องเผชิญคือ ภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น
- การอุดกั้นจากก้อนมะเร็ง (Tumor Obstruction): ก้อนมะเร็งที่โตขึ้นจะทำให้ทางเดินอาหารแคบลง ทำให้กลืนอาหารได้ลำบากมากขึ้น และอาจรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถกลืนอาหารเหลวหรือแม้แต่น้ำลายได้เลย
- ผลข้างเคียงจากการรักษา:
- การฉายรังสี (Radiotherapy): มักทำให้เกิด ภาวะหลอดอาหารอักเสบ (Esophagitis) ซึ่งทำให้มีอาการเจ็บปวดขณะกลืน และอาจเกิดแผลในหลอดอาหารได้
- เคมีบำบัด (Chemotherapy): สามารถทำให้เกิด ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ (Mucositis) และคลื่นไส้อาเจียน ส่งผลให้ความอยากอาหารลดลง หรือการรับรสอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งล้วนส่งผลต่อความอยากอาหารที่ลดลง
- การผ่าตัด (Esophagectomy): การผ่าตัดนำหลอดอาหารบางส่วนหรือทั้งหมดออกไป จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายวิภาค ทำให้เกิดปัญหาการสำลัก, กรดไหลย้อน, และ ภาวะ Dumping Syndrome (อาหารเคลื่อนจากกระเพาะไปยังลำไส้เร็วเกินไป ทำให้เกิดอาการปวดท้อง, ท้องเสีย, รู้สึกสับสน และใจสั่นหลังมื้ออาหาร)
ทำอย่างไรให้ผู้ป่วย มะเร็งหลอดอาหาร กินได้มากขึ้น
เป้าหมายหลักของเราคือ การป้องกันภาวะทุพโภชนาการและรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ให้ได้มากที่สุด โดยใช้เทคนิคการกินที่ปรับเปลี่ยนไปตามระยะของโรคและการรักษา
1. การปรับลักษณะอาหาร (Texture Modification)
เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการกลืนลำบาก ควรปรับอาหารให้อยู่ในรูปแบบที่กลืนง่าย เพื่อป้องกันการสำลักและผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บขณะกลืนอาหาร (หรือรู้สึกเจ็บน้อยที่สุด)
- อาหารเหลว (Liquid Diet): เช่น ซุปใส, นม, น้ำผลไม้, อาหารทางการแพทย์
- อาหารปั่น (Pureed Diet): นำอาหารปกติมาปั่นให้ละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น โจ๊กปั่น, ซุปข้น, มันบด
- อาหารอ่อนนุ่ม (Soft Diet): อาหารที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก เช่น ข้าวต้ม, ไข่ตุ๋น, ปลานึ่ง, เต้าหู้อ่อน
หลักการสำคัญ: ควรเริ่มจากอาหารที่นิ่มที่สุดเท่าที่ผู้ป่วยจะรับได้ก่อน จากนั้นค่อยๆ ปรับเพิ่มความแข็งของอาหารขึ้นเมื่ออาการดีขึ้น เพื่อกระตุ้นให้กลไกการกลืนยังคงทำงานอยู่
2. เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการในทุกๆคำที่กินได้
เนื่องจากผู้ป่วยมักกินได้ในปริมาณน้อย เราจึงต้องทำให้อาหารทุกคำมี “พลังงานและโปรตีนสูง” ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการ
- เพิ่มพลังงาน: เติมอาหารกลุ่มไขมันดี เช่น น้ำมันรำข้าว, น้ำมันมะกอก หรือ เนย, ครีม 1-2 ช้อนชา ลงในอาหารปั่น, ซุป, หรืออาหารที่ผู้ป่วยกินได้ เพื่อให้ได้รับพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น แม้กินได้ในปริมาณที่น้อย
- เพิ่มโปรตีน: ผสมเวย์โปรตีน, เนื้อสัตว์ หรือไข่ขาวลงในอาหารเหลวและอาหารปั่น หรือโจ๊ก เพื่อให้ได้รับโปรตีนเพิ่มมากขึ้น แม้มีปัญหาเรื่องเคี้ยวกลืนลำบาก
- เสริมด้วยอาหารทางการแพทย์ หรือ Oral Nutritional Supplements: ในกรณีที่การกินอาหารปกติและการเพิ่มคุณค่าทางอาหารยังไม่เพียงพอ แพทย์หรือนักกำหนดอาหารอาจแนะนำให้ใช้อาหารทางการแพทย์ ซึ่งเป็นอาหารสูตรครบถ้วนในรูปแบบผงสำหรับชงดื่มหรือรูปแบบน้ำพร้อมดื่ม
- ข้อดี: เป็นแหล่งพลังงานและโปรตีนที่เข้มข้น ดื่มง่าย และมีสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ บางสูตรถูกออกแบบมาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งโดยเฉพาะ โดยอาจมีสารอาหารสำคัญ เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 เพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยลดการอักเสบ
- วิธีใช้: โดยทั่วไปแนะนำให้ดื่ม เสริมระหว่างมื้ออาหาร (ไม่ใช่ดื่มแทนมื้ออาหาร) เพื่อไม่ให้อิ่มจนกินอาหารมื้อหลักไม่ไหว หรือดื่มเสริมเป็นมื้อก่อนนอน
- สำคัญ: ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนเสมอ เพื่อเลือกสูตรและปริมาณที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
3. การจัดการมื้ออาหาร
- มื้อเล็กแต่บ่อย: แทนที่จะกิน 3 มื้อใหญ่ ให้เปลี่ยนเป็น 5-6 มื้อเล็กๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อลดความรู้สึกแน่นท้องและป้องกันกรดไหลย้อน
- นั่งตัวตรงขณะกินและหลังกิน: ควรนั่งตัวตรงอย่างน้อย 30-60 นาทีหลังมื้ออาหาร เพื่อช่วยให้อาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะได้ดีขึ้น
- ดื่มน้ำระหว่างมื้อ: เพื่อป้องกันการสำลัก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำพร้อมกับกินอาหารคำใหญ่ๆ แต่ให้จิบน้ำระหว่างมื้ออาหารแทน
4. การให้อาหารทางสายให้อาหาร (Enteral Nutrition)
ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถกินอาหารทางปากได้เพียงพอ (เช่น กินได้น้อยกว่า 60% ของความต้องการของร่างกายเป็นเวลานานกว่า 1 สัปดาห์) หรือมีภาวะกลืนลำบากรุนแรง การให้อาหารทางสายให้อาหารเป็นสิ่งจำเป็นและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
- ทำไมจึงสำคัญ?: การให้อาหารทางสายฯ ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารและโปรตีนอย่างเพียงพอ แม้ไม่สามารถกลืนอาหารได้ ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ, ลดการติดเชื้อแทรกซ้อน และทำให้ผู้ป่วยแข็งแรงพอที่จะรับการรักษาตามแผนได้อย่างต่อเนื่อง
- ประเภท: แพทย์อาจพิจารณาใส่สายให้อาหารทางจมูก (Nasogastric tube) ในระยะสั้น หรือทำการเจาะสายให้อาหารทางหน้าท้อง (Gastrostomy/Jejunostomy) ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องได้รับอาหารทางสายยางไปตลอดชีวิตเสมอไป ซึ่งผู้ป่วยหลายมักปฏิเสธการได้รับสารอาหารทางสายฯ เนื่องจากมีความกลัวและกังวล มันอาจจะรู้สึกแปลก และไม่คุ้นชินในช่วงแรก แต่การได้รับสารอาหารที่เพียงพอ สามารถช่วยให้เราผ่านการรักษาและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นจริงๆ
สัญญาณเตือน: เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร?
แม้ว่าเทคนิคต่างๆ จะช่วยได้ในเบื้องต้น แต่สิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาทีมแพทย์หรือนักกำหนดอาหารทันที เพื่อประเมินและปรับแผนการดูแลให้เหมาะสม
- อาการสำลักบ่อยครั้ง หรือกลืนลำบากมากขึ้น: โดยเฉพาะเมื่อไอ, สำลัก, หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอขณะกินอาหารเหลวหรือน้ำ อาจเป็นสัญญาณว่าลักษณะอาหารที่กินอยู่ไม่ปลอดภัย และจำเป็นต้องได้รับการ ประเมินการกลืน จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับความหนืดของอาหาร
- น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว: หากน้ำหนักลดลงมากกว่า 2 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์ หรือมากกว่า 5% ของน้ำหนักตัวใน 1 เดือน แม้จะพยายามกินอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม
- เจ็บปวดขณะกลืนอย่างรุนแรง: หากมีอาการเจ็บจนไม่สามารถกินอาหารหรือดื่มน้ำได้เพียงพอ ซึ่งอาจต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการปวด หรือปรับเปลี่ยนแผนโภชนาการ
- สัญญาณของภาวะขาดน้ำ: เช่น ปัสสาวะสีเข้มจัด, อ่อนเพลียมาก, เวียนศีรษะ, ปากแห้ง ซึ่งบ่งบอกว่าร่างกายได้รับของเหลวไม่เพียงพอ
- คลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่อง: หากลองปรับอาหารแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จนไม่สามารถกินอาหารได้
- (สำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด) อาการผิดปกติหลังมื้ออาหาร: เช่น ท้องเสียรุนแรง, ปวดบิดท้อง, หน้ามืด, ใจสั่น หลังกินอาหาร ซึ่งอาจเป็นอาการของ Dumping Syndrome และจำเป็นต้องปรับชนิดและวิธีการกินอาหาร
สำหรับผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหาร สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเตรียมร่างกายให้พร้อมแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่ยังพอกินอาหารได้ ควรพยายามกินเพื่อสร้างความแข็งแรงและน้ำหนักเก็บไว้ให้มากที่สุด เพราะเมื่อเริ่มการรักษา หรือโรคมีความรุนแรงมากขึ้น การกินจะยากขึ้นอย่างแน่นอน การเตรียมตัวไว้ก่อน จะช่วยให้ร่างกายมีแรงพอที่จะสู้กับโรคและผลข้างเคียงได้
ลองนำ เคล็ดลับต่างๆ ในบทความนี้ ไปใช้ และที่สำคัญ อย่าลังเลที่จะ คุยกับคุณหมอหรือนักกำหนดอาหาร เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม การดูแลเรื่องอาหารการกินให้ดี คือการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีที่สุด และคุณคือคนสำคัญที่สุดที่จะทำสิ่งนี้ได้
สอบถามเพิ่มเติม Add Line ปรึกษานักกำหนดอาหาร
ดูแลสุขภาพของคุณให้ถูกวิธี
โปรแกรมปรึกษานักกำหนดอาหารคืออะไร ?
พร้อมรับคำปรึกษาจาก
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
แหล่งอ้างอิง
- Muscaritoli, M., Arends, J., Bachmann, P., Baracos, V., Barthelemy, N., Bertz, H., … & Bischoff, S. C. (2021). ESPEN practical guideline: Clinical Nutrition in cancer. Clinical nutrition, 40(5), 2898-2913.
- Cederholm, T., Jensen, G. L., Correia, M. I. T. D., Gonzalez, M. C., Fukushima, R., Higashiguchi, T., … & GLIM Core Leadership Committee, GLIM Working Group. (2019). GLIM criteria for the diagnosis of malnutrition–a consensus report from the global clinical nutrition community. Journal of cachexia, sarcopenia and muscle, 10(1), 207-217.
- วโรดมวิจิตร ด., แย้มวงษ์ ป. ., หงสประภาส ป., จิตตวัฒนรัตน์ ก. ., อังคทะวานิช จ., พิศประเสริฐ ว., และคณะ. (2019). คำแนะนำการดูแลทางโภชนาการในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่นอนโรงพยาบาล พ.ศ. 2560 ตอนที่ 1: การให้อาหารเข้าทางเดินอาหาร (คำแนะนำที่ 1-4). Thai JPEN วารสารโภชนบำบัด, 27(1), 10–38. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJPEN/article/view/242061
- Stephanie Watson and Valencia Higuera. (2022, 14 March). Dumping syndrome. Healthline. https://www.healthline.com/health/dumping-syndrome