ป้ายกำกับจากคลังความรู้ Tag : อาหารสุขภาพ หลายคนถ้าเลือกได้จะเลือกกินจากอะไร สิ่งที่ชอบ หรือสารอาหาร หรือพลังงาน โดยแต่ละเส้นที่เลือกมาต่างมีข้อดีของตัวเองเหมาะสำหรับการกินในแต่ละเมนูและแต่ละคน เส้นบุก เส้นราเมน โซบะ เส้นพาสต้า เส้นขนมจีน จริงๆ แล้วถ้ากังวลเรื่องแคลอรี่พลังงานอาจจะอยู่ที่ปริมาณของเส้นในการกินแต่ละครั้ง เส้นราเมน หรือบะหมี่ญี่ปุ่น และเส้นอูด้ง แม้จะมีความคล้ายคลึงกับบะหมี่ในกลุ่มเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่จะแตกต่างเนื่องจากไม่ได้มีส่วนผสมของไข่ไก่ ทำให้มีโปรตีนต่ำกว่าบะหมี่เล็กน้อย โดยน้ำหนักเส้นสุก 80 กรัม (ประมาณ 1 ทัพพีพูน) ก็จะให้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 18-20 กรัม และอาจมีฟอสเฟตบ้าง ผู้ป่วยโรคไตและ Celiac’s disease ควรหลีกเลี่ยงที่จะบริโภค เส้นโซบะ เป็นเส้นที่ผลิตจากเมล็ดธัญพืช Buckwheat มีข้อดีคือ ไม่มี Gluten จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการบริโภคของผู้ป่วย Celiac’s disease ส่วนสารอาหารคือ น้ำหนักเส้นสุก 80 กรัม จะให้พลังงาน 80 kcal โดยมาจากคาร์โบไฮเดรต 18 กรัม และโปรตีนประมาณ 2 […]
เคยสงสัยไหมว่าทำไม “มะเขือเทศ” ถึงเป็นวัตถุดิบอย่างหนึ่งที่เรามักพบเห็นในอาหารเพื่อสุขภาพ? คำตอบนั้นก็คือ “ ไลโคปีน (Lycopene)” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญตัวหนึ่ง โดยไลโคปีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ทำให้มะเขือเทศมีสีแดงสดและมีบทบาทที่สำคัญต่อการป้องกันโรคหลายชนิดทั้งโรคหัวใจไปจนถึงมะเร็งเลย แล้วใครกันที่ควรบริโภคไลโคปีนและควรบริโภคอย่างไรถึงจะได้รับไลโคปีนไปอย่างเหมาะสมกับร่างกาย ทำไม ไลโคปีน ถึงสำคัญ ? ไลโคปีน ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ แต่ยังช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรง เช่น “มะเร็ง” โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย จากการศึกษาในหลายประเทศพบว่า การบริโภคไลโคปีนอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ได้ ใครบ้างที่ควรได้รับ ไลโคปีน ? ไลโคปีนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรค หัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากพบว่าช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด ลดระดับ LDL คอเลสเตอรอล และเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ผู้ชายควรได้รับไลโคปีนเป็นประจำ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด ต่อมลูกหมากโต และ มะเร็งต่อมลูกหมาก สำหรับผู้สูงอายุ ไลโคปีนสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกายและผิวหนัง ไลโคปีน มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถช่วยลดความเสียหายจากสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมของเซลล์และความชราของผิว นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังในผู้สูงอายุ เช่น โรคมะเร็งและโรคหัวใจ แหล่งของไลโคปีนที่หากินได้ง่าย ทำอย่างไรให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีนได้ดีขึ้น ? ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบมะเขือเทศ อย่าเพิ่งกังวลไปอาจเป็นเพราะคุณยังไม่เจอวิธีการรับประทานที่ถูกใจ ลองเปลี่ยนวิธีการเลือกหรือการปรุงมะเขือเทศดูนะคะ ตัวอย่างเช่น […]
ถั่วขาว เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ และมีวิตามินและเกลือแร่ เช่น สังกะสี โฟเลท เหล็ก วิตามินบี 6 ปกติแล้ว ถั่วขาว เราไม่ค่อยได้เห็นในอาหารไทยในชีวิตประจำวันสักเท่าไร นอกจากจะเป็นถั่วข้าวต้มแล้วใส่กินกับสลัด ยำต่างๆ หรือ ถั่วขาวกระป๋องซอสมะเขือเทศที่จะเห็นตามอาหารเช้าแบบตะวันตกที่เสิร์ฟคู่ขนมปังและไข่คน “ ถั่วขาว” หรือ “White Beans” ถือว่าเป็นโปรตีนอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลจึงสามารถทำให้อาหารมีความเข้มข้น ได้โดยไม่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งเหมาะสำหรับการทำซุป แกง และซอสต่าง ๆ อีกทั้งยังช่วยให้อาหารมีหลายรสสัมผัส คุณค่าทางโภชนาการของถั่วขาว ตามข้อมูลจาก U.S. Department of Agriculture (USDA) ถั่วขาวมีสารอาหารที่สำคัญดังนี้ (ต่อ 100 กรัมของถั่วขาวที่ปรุงสุก) สำหรับคนที่เลือกกิน Plant based หรือมังสวิรัติ ถั่วขาว จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไฟเบอร์ อีกด้วย เมนูอาหารที่แนะนำโดยใช้ ถั่วขาว หลนถั่วขาวแทนการใช้เต้าเจี้ยวในเมนูหลนด้วยถั่วขาว นำถั่วขาวมาบดแล้วผสมกับกะทิ […]
กรีกโยเกิร์ต กับ โยเกิร์ตธรรมดา ได้ชื่อว่าเป็นโยเกิร์ตเหมือนกัน ทำจากการนำแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์มาหมักเหมือนกัน แต่ฝาแฝดโยเกิร์ตนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ? หากให้พูดถึงสารอาหาร โยเกิร์ตทั้งสองชนิดนี้ต่างก็มีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดีที่ไม่แตกต่างกัน หากแต่มีความเข้มข้นของเนื้อโยเกิร์ตแตกต่างกัน ทำให้ในปริมาณที่เท่ากันของน้ำหนักเนื้อโยเกิร์ตนั้น กรีกโยเกิร์ตจะมีโปรตีนและไขมันที่สูงกว่า (หากเลือกสูตรที่ไม่ได้ใช้นมพร่องไขมันในการผลิต) กล่าวคือ ถ้าเอากรีกโยเกิร์ตออกมาชั่ง 100 กรัม เทียบกับโยเกิร์ตธรรมดา 100 กรัมแล้ว ตัวกรีกโยเกิร์ตจะให้โปรตีนประมาณ 10 กรัม ในขณะที่โยเกิร์ตธรรมดา จะให้โปรตีนเพียง 5-6 กรัมเท่านั้น
ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิด ออกแบบมาเพื่อทำให้การบริโภคโปรตีนในปริมาณมากทำได้ง่ายขึ้น หากเทียบสารอาหารแล้วจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากในแง่ของชนิดและคุณภาพของโปรตีน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บางส่วนหากเรามองตามรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่วางขาย ซึ่งสารอาหารและคุณสมบัติที่ควรทราบเกี่ยวกับอาหารเสริมกลุ่มโปรตีนนี้ มีดังนี้ ไก่ปั่น กับ เวย์ ไก่ปั่น แบบสำเร็จหนึ่งขวดจะให้โปรตีนประมาณ 50-70 กรัมขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละยี่ห้อ และมักมีคาร์โบไฮเดรตมาประมาณ 5-15 กรัมต่อขวด และไขมันต่ำกว่า 5 กรัม ซึ่งรสชาติและการยอมรับจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตก็ได้พัฒนาสูตรไก่ปั่นต่าง ๆ ให้มีรสชาติที่ยอมรับได้ง่ายขึ้นและหาซื้อได้ทั้งในห้างหรือร้านค้าออนไลน์ การเก็บรักษาต้องแช่เย็นในตู้เย็นเท่านั้น ทำให้เป็นตัวเลือกที่อาจจะลำบากสำหรับบางคนที่อยู่หอพักที่ไม่มีตู้เย็นเสียหน่อย ส่วนโปรตีนผง ทั้งแบบ Whey หรือโปรตีนจากพืช จะขายในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ จะเป็นถุงหรือกระปุกก็ได้ เลือกชงเป็นช้อนสกู๊ปได้ โดย 1 สกู๊ปจะให้โปรตีนประมาณ 20-30 กรัม แล้วแต่ช้อนที่ผู้ผลิตจะแถมมาให้เลย การพัฒนาสูตรให้มีรสชาติต่างๆ ก็ไม่น้อย เช่น รสช็อคโกแลต รสชาเย็น รสวานิลลา สตรอเบอร์รี่ การเก็บรักษาจะค่อนข้างง่าย ขอแค่เป็นที่แห้ง ไม่ชื้น ไม่โดนแดดโดยตรงก็เก็บได้แล้ว ส่วนการหาซื้อก็สามารถทำได้ง่ายไม่แตกต่างกัน ทั้งซื้อในร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ ร้านขายยาหรือร้านค้าออนไลน์ก็มีให้เลือกมากมาย
น้ำมันพืชที่วางจำหน่ายเพื่อนำมาใช้ประกอบอาหารนั้นมีมากมาย ซึ่งในปัจจุบันกระแสการดูแลสุขภาพค่อนข้างเป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง ทำให้มีทางเลือกของน้ำมันชนิดต่าง ๆ ออกมามากมายเพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือก ในกลุ่มน้ำมันเหล่านี้ น้ำมันมะกอกและน้ำมันมะพร้าวต่างก็ได้รับความนิยมและสนใจเป็นอย่างมาก น้ำมันมะกอก กับ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันที่ผลิตจากผลมะกอก และให้สารอาหารเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดียว (หรือ โอเมก้า 9) ในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้มีคุณสมบัติทางเคมีในการทนความร้อนจากการปรุงประกอบอาหารได้สูง น้ำมันมะกอกสามารถนำไปประกอบอาหารได้ทั้งประเภทผัดและทอด รวมถึงน้ำมันมะกอกชนิด Extra virgin ยังมีกลิ่นเฉพาะที่สามารถนำไปบริโภคด้วยการราดบนผักสดเพื่อรับประทานเป็นสลัดได้อีกด้วย น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่สกัดจากเนื้อมะพร้าว ให้สารอาหารเป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกรดไขมัน lauric acid ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 50 ของกรดไขมันทั้งหมด รองลงมาจะเป็น myristic acid และกรดไขมันชนิดอื่นๆ สำหรับผลต่อสุขภาพนั้น หากร่างกายได้รับกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณมากเกินไปต่อเนื่อง จะทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลชนิด LDL สูงขึ้นได้ จึงควรระมัดระวังปริมาณในการบริโภค การเลือกใช้น้ำมันเพื่อประกอบอาหารควรพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการใช้ทำอาหาร เพราะน้ำมันแต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกน้ำมันให้เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่อง เลือกใช้น้ำมันทำกับข้าว อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ ส่วนคนไหนที่มีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยงโรคไม่แน่ใจว่าสามารถกินน้ำมันชนิดไหนได้บ้างและผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆสามารถปรึกษากับนักกำหนดอาหารวิชชาชีพกับเราได้
แม้จะเป็นปลาที่มาจากทะเลเหมือนกัน แต่ปลาทั้งสองชนิดนี้กลับมีคุณค่าทางสารอาหารแตกต่างกันด้วยที่มาและธรรมชาติของปลา สำหรับแซลมอนจะเป็นปลาทะเลที่มีการกินอาหารต่าง ๆ เพื่อสะสมไขมันเอาไว้เป็นพลังงานสำหรับการว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ต้นน้ำ ทำให้มีปริมาณไขมันสะสมในเนื้อและตัวปลาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหากเป็นปลาแซลมอนที่ถูกจับในขณะยังอยู่ในทะเลหรือปากแม่น้ำ แต่ในปัจจุบันนั้น เราจะได้ปลาแซลมอนมาบริโภคในรูปแบบของปลาที่มาจากการเลี้ยงด้วยเกษตรกร เมื่อเลือกรับประทานแล้วจะได้รับสารอาหารหลักคือ โปรตีน กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 ในปริมาณที่มีนัยสำคัญ รวมถึงยังมีวิตามินดีอยู่ในปริมาณที่ดี นอกจากนี้เนื้อปลาแซลมอนยังจัดเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินบี 12 อีกด้วย แซลมอน VS ทูน่า ในขณะที่ปลาทูน่าจะเป็นเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลเป็นหลักและมีการสะสมไขมันที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับปลาแซลมอน เมื่อเลือกรับประทานแล้วจะได้รับสารอาหารหลักคือ โปรตีน กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 เล็กน้อย เนื่องด้วยปลาทูน่ามีปริมาณไขมันน้อย การได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 จึงน้อยลงตามไปด้วย แต่เนื้อปลาทูน่านั้นจะจัดเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินบี 12 อย่างไรก็ตาม ปลาทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นปลาทะเลทั้งคู่ การเฝ้าระวังประเด็นการปนเปื้อนของปรอทในเนื้อปลาถือเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เราควรเลือกบริโภคปลาให้หลากชนิด ไม่บริโภคซ้ำซาก เพื่อลดโอกาสการได้รับสารปรอทสะสมจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย
เกลือทั้งสองชนิดนี้ จัดเป็นเครื่องปรุงรสอาหารทั้งคู่ ซึ่งแร่ธาตุหลักที่ให้เข้าสู่ร่างกายคือ โซเดียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับการทำงานของร่างกาย เกลือชมพู VS เกลือทะเล เกลือทะเล จัดเป็นเครื่องปรุงที่สกัดจากธรรมชาติคือ น้ำทะเลและมีภูมิปัญญาในการผลิตมาช้านาน รวมถึงถูกใช้เป็นเครื่องปรุงเพื่อรสชาติและวัตถุดิบที่ใช้ในการถนอมอาหารมานานแล้ว สารอาหารที่ให้จากเกลือทะเลคือ โซเดียมคลอไรด์และไอโอดีน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นสำหรับสุขภาพ อย่างไรก็ตาม จากสถิติการบริโภคโซเดียมของคนไทยนั้น พบว่าพวกเราได้รับโซเดียมจากอาหารไม่น้อยกว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพมากมาย เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง การลดปริมาณการใช้เกลือจึงดูเหมือนเป็นทางหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านี้ลงได้ ส่วนเกลือชมพู จัดเป็นเกลือจากหินแร่ ซึ่งจัดอยู่ในประเภท “เกลือสินเธาว์” เพราะได้จากแร่ธาตุในพื้นดิน ซึ่งคุณสมบัติของเกลือกลุ่มนี้ จะขาดแร่ธาตุตัวหนึ่งไปคือ ไอโอดีน ทำให้การเลือกเกลือชมพูมาปรุงอาหารนั้น ไม่สามารถทดแทนการใช้เกลือทะเลทั่วไปได้ เนื่องจากขาดแร่ธาตุตัวนี้นั่นเอง ฉะนั้นข้อควรระวังคือ ในผู้ที่บริโภคเกลือชนิดนี้เป็นหลัก และไม่ได้บริโภคเครื่องปรุงชนิดอื่น อาจมีปัญหาขาดไอโอดีนได้ ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาทางสุขภาพที่พบได้น้อยมากในปัจจุบัน แต่ก็ยังสามารถเกิดได้ในกรณีดังกล่าว และอีกประเด็นหนึ่งคือ เกลือชมพูจะเป็นทางเลือกที่ดีในการปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วยไทรอยด์ที่กำลังวางแผนกลืนแร่กัมมันตรังสี I-131 ที่จำเป็นต้องจำกัดการได้รับไอโอดีนจากอาหารในชีวิตประจำวันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการกลืนแร่ ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้จะค่อนข้างดำเนินชีวิตยากอยู่บ้าง เนื่องจากเครื่องปรุงอาหารที่พ่อครัวแม่ค้าเลือกใช้มักมีไอโอดีนที่ถูกเติมไว้เป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้วค่อนข้างมาก ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องมีทางเลือกในการปรุงอาหารที่เหมาะสำหรับตัวเองในช่วงดังกล่าว ซึ่งเกลือชมพูก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสม
ทั้งสองตัวเลือกนี้จัดเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตและความหวานให้กับอาหารหรือเครื่องดื่ม ซึ่งให้พลังงาน 4 kcal ต่อ 1 กรัมของสองแหล่งนี้ จึงทำให้ข้อดีของน้ำตาลและน้ำผึ้ง จะคล้ายกันคือให้พลังงานกับร่างกายเท่านั้น สำหรับสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นจะค่อนข้างมีอยู่น้อยสำหรับทั้งสองตัวเลือกนี้ น้ำตาล VS น้ำผึ้ง ความแตกต่างของสองแหล่งความหวานนี้มีอยู่เล็กน้อยคือ สำหรับผู้ที่มีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง อาจไม่เหมาะกับการบริโภคน้ำผึ้ง เนื่องจากน้ำผึ้งเป็นน้ำตาลชนิด Fructose (ฟรุคโตส) ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ สำหรับผู้ที่มีปัญหานี้ หากต้องการบริโภคความหวานจะแนะนำให้เลือกเป็นน้ำตาลธรรมดามากกว่าเพราะไม่เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์เท่าน้ำผึ้ง อย่างไรก็ดี แนะนำว่าผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวกับน้ำตาลในเลือดและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ควรเลือกบริโภคความหวานจากสารให้ความหวานแทนน้ำตาล จะช่วยลดปัญหาจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปได้ แต่ถ้าใครติดหวานลดการปรุงใส่น้ำตาลเพิ่มก็จะดีมาก
โดยข้อมูลโดยคร่าวคือ มังคุดประมาณ 3-4 ลูกจะให้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 15 กรัม ในขณะที่ทุเรียน 1 เม็ดเล็ก ๆ นั้นจะให้คาร์โบไฮเดรตที่ 15 กรัมหรือมากกว่าเล็กน้อย จะเห็นได้ว่าเราอาจเลือกบริโภคมังคุดเนื่องจากได้กินมากกว่าอยู่หน่อย ฉะนั้นหากให้พูดถึงข้อดีก็คือ อร่อยและมีรสชาติที่หลายคนชื่นชอบ ส่วนในแง่ของวิตามินและแร่ธาตุ ทุเรียนจะให้สารอาหารที่หลากหลายกว่ามังคุดอยู่ประมาณหนึ่ง มังคุด VS ทุเรียน แต่ถ้าพูดถึงข้อเสียของผลไม้สองชนิดนี้ แทบจะสรุปได้เลยว่า เนื่องจากเป็นผลไม้ที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ และอร่อย หลาย ๆ คน จึงมักจะควบคุมปริมาณการบริโภคได้ลำบากเนื่องจากเกิดปัญหาการบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป จึงควรระมัดระวังปริมาณที่บริโภคต่อครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาได้รับน้ำตาลมากเกินไปและสะสมเป็นไขมันได้ในภายหลัง