fbpx

Nutrition Solution & Corporate Wellness Management

ประโยชน์ของน้ำตาลทรายกับสุขภาพ

โลกของน้ำตาลเปรียบเสมือนโลกมายา สีสันสดใส มีเสน่ห์ หากเปรียบน้ำตาลก็เหมือนตัวละครที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาอย่างหลากหลาย แต่น้ำตาลที่มีตัวละครเรื่องนี้ มักจะเล่นเป็นตัวร้ายมากกว่าพระเอก หรือ นางเอก

ทพญ.บุปผา ไตรโรจน์ สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ได้กล่าวไว้ ทำให้เห็นภาพมายาของ “น้ำตาล” ได้อย่างชัดเจน ถ้าว่ากันตามหลักวิชาการแล้ว น้ำตาล เป็นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แบ่งตามลักษณะโครงสร้างของโมเลกุล เป็น 3 กลุ่ม คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide) น้ำตาลโมเลกุลคู่ (Disaccharide) และ น้ำตาลโมเลกุลซ้อน (Polysaccharide) เป็นการจับตัวกันของโมเลกุลน้ำตาลมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป พบมากในแป้งของธัญพืช และ หัวเผือกมันต่าง ๆ ส่วนที่พบในสัตว์ คือ ไกลโคเจน

ตัวเอกของน้ำตาล ได้แก่ น้ำตาลทราย หรือ ซูโครส (Sucrose) เป็นน้ำตาลที่ได้รับความนิยมในประเทศเขตร้อน ผลิตมาจากอ้อย ส่วนแถบอากาศเย็นจะผลิตจากหัวบีท กระบวนการผลิตน้ำตาลทรายต้องผ่านขั้นตอนการแยกส่วนประกอบต่าง ๆ ออกให้หมด แล้วผ่านการทำให้บริสุทธิ์ เพื่อให้ขาว เพราะมีมาตรฐานความหวานเดียวกัน และไม่มีกลิ่นรบกวนอาหารที่ใช้ปรุง

ปัจจุบันพบว่า น้ำตาลฟรุคโตส (Fructose ) มีบทบาทมากขึ้นในการนำมาผสมอาหาร

เดิมทีเราจะพบฟรุคโตสได้ในผลไม้ แต่น้ำตาลฟรุคโตสที่ใช้ในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ไม่ใช่น้ำตาลธรรมชาติ แต่เป็นการผลิตเฉพาะจากพืชอื่น เช่น ข้าวโพด โดยผ่านกระบวนการแยกให้เป็นน้ำตาลฟรุคโตส ธรรมชาติของฟรุคโตสจะมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายเกือบเท่าตัว อาหารที่เติมน้ำตาลฟรุคโตสเพื่อให้ได้ความหวานระดับเดียวกัน จึงใช้ปริมาณน้อยลง ส่งผลให้ได้พลังงานจากน้ำตาลลดลงกว่าการใช้น้ำตาลทราย

น้ำตาลโอลิโกแชคคาไรด์

มีคุณสมบัติในการเป็นตัวช่วยเพิ่มจุลินทรีย์แลคโทบาซิลลัสในลำไส้ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม ที่มีจำหน่ายได้แก่ น้ำตาลฟรุคโตโอลิโก น้ำตาลไอโซมอลโตโอลิโก น้ำตาลโอลิโกจากถั่วเหลือง น้ำตาลประเภทโอลิโกแซคคาไรด์นั้น ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่ถูกส่งไปยังลำไส้ใหญ่ จากนั้น จะถูกจุลินทรีย์ต่าง ๆ ในลำไส้ย่อยสลาย เป็นอาหารของจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส ช่วยทำให้จุลินทรีย์มีจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วยหลายกลไกด้วยกัน

ประโยชน์ของน้ำตาล

นับได้ว่าเป็นแหล่งให้พลังงาน โดยน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี และร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานสำรองได้ โดยแปรสภาพเป็นไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบเชิงโครงสร้างเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายอีกด้วย

มีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ปริมาณน้ำตาลที่เติมในอาหาร ไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวัน สำหรับการบริโภคน้ำตาลของคนไทยนั้น ไม่ควรเกิน 4 ช้อนชาต่อวัน สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรี , ไม่เกิน 6 ช้อนชา สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี และไม่เกิน 8 ช้อนชา สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 2,400 กิโลแคลอรี

หากร่างกายรับน้ำตาลมากเกินไป ผลที่ตามมาคือ เกิดโทษ มากกว่าได้รับประโยชน์
รสหวานของน้ำตาลจะทำให้คนติดใจ เพราะลิ้นของคนเราจะมีต่อมรับรสหวานมากกว่าต่อมรับรสอื่น ๆ เราจึงไวต่อความรู้สึกในรสหวานมากกว่ารสอื่น ๆ จากการศึกษาที่มหาวิทยาลัย บัลติมอร์ พบว่า ผู้บริโภคอาหารยอมรับรสชาติของอาหารที่ไม่มีรสชาติตามที่ควรจะเป็นได้ เช่น ไม่เค็ม ไม่เปรี้ยว ไม่เผ็ด แต่หากเป็นรสหวานแล้วไม่หวาน จะมีการเรียกร้องน้ำตามเติมทันที

น้ำตาลโดยเฉพาะน้ำตาลทราย ทำให้เกิดโรคฟันผุ

การกินน้ำตาลมากเกินกกว่าที่ร่างกายต้องการ ร่างกายก็จะเปลี่ยนน้ำตาลที่ที่กินไป เป็นไขมันสะสมไว้ ทำให้เป็นโรคอ้วน และเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้ในที่สุด การลดการบริโภคน้ำตาลจึงเป็นทางหนึ่งในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ไปด้วย

Phasit Kanasirichainon
Phasit Kanasirichainon
นักกำหนดอาหารทาสแมวที่หลุดพ้นจากวงจรดำมืดของการไดเอทจน Binging มาแล้ว สุขกับการยกเวท โยคะและคาร์ดิโอ (เป็นสิ่งสุดท้าย) แสวงหาร้านอาหารใหม่ๆ กินทุกสัปดาห์ รักเรื่องสังคมและมนุษย์ เพื่อเอามาบูรณาการในการเข้าใจ “มนุษย์” ให้มากขึ้นและลากคนออกจาก “หลุมดำ” ของการไดเอทที่แสนเฮงซวยสำหรับ "ทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนี้"

อ่านเพิ่มเติม