fbpx

Nutrition Solution & Corporate Wellness Management

ทานเค็มจนเคย อาหารรสเค็ม ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น

ความเคยชินของลิ้นรับรู้รสเค็ม อาจทำให้คนที่ชอบทานเค็ม กินแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย นั่นเป็นเพราะ ลิ้นได้รับรู้รสชาติของความเค็มที่เคยทานประจำจนชิน

ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อไหร่ก็ตามที่ปรับเปลี่ยนการทานเค็ม จากที่เคยเค็มจัดลดลงมา ลิ้นก็จะค่อย ๆ ปรับการรู้รสเค็มตามลงมาด้วย จนรับรู้และจำรสชาติที่เค็มน้อยลง เมื่อไหร่ที่ทานเค็มจัดอีก รสชาติจากลิ้นจะให้รู้ว่า กำลังทานเค็มเกินพิกัดแล้วนะ

จากคำแนะนำในการบริโภค เราไม่ควรได้รับความเค็มจากโซเดียมเข้าสู่ร่างกายเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน หากจะเทียบคือ ไม่ควรได้รับเกลือเกิน 1 ช้อนชา/วัน หากร่างกายได้รับมากเกินกว่าที่แนะนำ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ผลต่อร่างกายในระยะสั้นจะส่งผลให้บางคนรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมา เพราะธรรมชาติของร่างกายจะขับแร่ธาตุส่วนเกินออกทางปัสสาวะโดยอาศัยน้ำ โดยไตจะช่วยในการขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ และเมื่อเราได้รับโซเดียมมากเกินไป ทำให้กระแสเลือดมีความเข้มข้นของโซเดียมสูงขึ้น ศูนย์ควบคุมความกระหายในสมองจึงสั่งการให้ร่างกายรู้สึกหิวน้ำและดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อชดเชยและเจือจางโซเดียมในกระแสเลือด รอให้ไตขับโซเดียมส่วนเกินออกไปจนกลับสู่ระดับสมดุล

ผลเสียระยะยาวของการได้รับโซเดียมปริมาณมากเป็นประจำ

ภาวะความดันโลหิตสูง เนื่องจากเลือดเป็นตัวนำออกซิเจนและนำอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยอาศัยการทำงานของหัวใจบีบปั๊มเลือดผ่านหลอดเลือด เพื่อส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทุกอวัยวะ ซึ่งการได้รับโซเดียมปริมาณมากเป็นประจำ จะส่งผลให้ปริมาตรของน้ำเลือดสูงขึ้นไปด้วยจากการที่โซเดียมเองจะมีคุณสมบัติในการตรึงน้ำเอาไว้กับตัวเองไว้ได้มาก ส่งผลให้ความดันโลหิตในหลอดเลือด ซึ่งอยู่ภายนอกหัวใจสูงขึ้น หรือเรียกอีกอย่างว่า “ภาวะความดันโลหิตสูง” และเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อปั๊มน้ำเลือดสู้กับแรงดันนี้ ฉะนั้นการได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอดี จะเป็นการป้องกันความเสี่ยงในการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้

การได้รับเกลือ และ โซเดียม เข้าสู่ร่างกายมากกว่าที่กำหนด นอกจากผลเสียก่อให้เกิดโรคไตแล้ว ยังมีโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมองเสื่อม และ โรคอัมพาต ด้วย โดยจะเป็นผลต่อเนื่องกัน

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และ อาจารย์สาขาวิชาโรคไต คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล รามาธิบดี

ลองนึกภาพว่า หลอดเลือด คือ ท่อน้ำ หากน้ำมีปริมาณมาก ความดัน หรือ แรงดันก็จะสูง จึงเป็นความดันโลหิตสูง เมื่อแรงดันโลหิตสูง ตัวหลอดเลือดซึ่งทำหน้าที่เหมือนท่อน้ำก็จะเสื่อม พัง หรือ แตก ส่งผลให้หลอดเลือดเสื่อม หรือ หลอดเลือดแตก ถ้าหลอดเลือดเกิดแตกในสมองก็จะกลายเป็นอัมพาตในที่สุด

ขณะเดียวกันเมื่อหลอดเลือดเสื่อมท่อจะอุดตันได้ง่าย เพราะ มีแผล มีหินปูน มีคราบไขมันไปเกาะตามหลอดเหลือดทำให้หลอดเลือดตีบ ส่งผลให้อวัยวะขาดเลือด ไม่ว่าจะเป็นที่หัวใจ ไต ก็เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดหัวใจเสื่อม หัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หัวใจล้มเหลว หรือ ไตเสื่อม ไตเรื้อรัง และ ไตวายได้ในที่สุด

นั่นคือกระบวนการทำงานที่ร่างกายต้องการจะขับโซเดียมที่ได้รับเกินเข้าไปในร่างกายให้ออกมาทางปัสสาวะ ถ้าทานเค็มเกินทุกวันหรือเป็นความเคยชินที่ต้องทานเค็ม ก็จะส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานหนัก โดยเฉพาะไต ถ้าทำงานหนักมาก ๆ ในระยะ 10 ปี ก็จะเกิดอาการไตเสื่อมได้

“ไตทำหน้าที่กรองของเสียออกมาเป็นปัสสาวะ ถ้าเปรียบไต เป็นเหมือนฝักบัว เมื่อมีน้ำไหลเป็นสาย ๆ ออกมาไตจะทำหน้าที่เป็นตัวกรอง แต่ตัวกรองจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องใช้แรงดัน แรงดันนี้ก็คือ แรงดันเลือด หรือ แรงดันโลหิต ดังนั้น ถ้าทานเค็มมากก็ต้องกรองมาก ต้องใช้แรงดันสูง เมื่อตัวกรองถูกแรงดันสูง ๆ บ่อยมากก็จะเสื่อมเร็ว ทำให้เกิดไตเสื่อม ไตวาย และมีความดันสูงไปด้วยในตัว “ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

ด้วยเหตุนี้ เมื่อการทานเค็มมากนำไปสู่การเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ โรคอัมพาต โรคหลอดเลือดในสมอง สมองเสื่อม ดังนั้นหากลดการทานโซเดียม หรือ เกลือ จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงการเป็นโรคดังกล่าว

Phasit Kanasirichainon
Phasit Kanasirichainon
นักกำหนดอาหารทาสแมวที่หลุดพ้นจากวงจรดำมืดของการไดเอทจน Binging มาแล้ว สุขกับการยกเวท โยคะและคาร์ดิโอ (เป็นสิ่งสุดท้าย) แสวงหาร้านอาหารใหม่ๆ กินทุกสัปดาห์ รักเรื่องสังคมและมนุษย์ เพื่อเอามาบูรณาการในการเข้าใจ “มนุษย์” ให้มากขึ้นและลากคนออกจาก “หลุมดำ” ของการไดเอทที่แสนเฮงซวยสำหรับ "ทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนี้"

อ่านเพิ่มเติม