กินอย่างไร เมื่อเป็น โรคไต รู้จัก 4 อาหาร ที่ต้องระวัง

❝ โรคไต กิน อาหาร อะไรได้บ้าง? ❞เป็นคำถามยอดฮิตที่ทั้งคนไข้และคนใกล้ชิดมักถามหมอ นักกำหนดอาหาร หรือแม้แต่ค้นหาในกูเกิลกันเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนในครอบครัวเริ่มมีปัญหาค่าไตลดลง เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปทุกวัน ไม่ได้มีแค่ผลเรื่องความอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีผลโดยตรงต่อการทำงานของไตในระยะยาวอีกด้วย

แค่เราเลือกกินให้เหมาะ ก็สามารถประคองไตให้อยู่กับเราได้นานขึ้น และช่วยให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความเข้าใจผิดที่พบบ่อยว่า“เป็นโรคไตต้องกินอาหารอ่อนจืด ไม่มีรสชาติ” หรือ “ต้องงดของโปรดทุกอย่าง ทั้งเนื้อ นม ผลไม้” ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องตัดทุกอย่างทิ้งไปค่ะ การควบคุมอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคไตควรขึ้นอยู่กับระยะของโรค ผลเลือด และสภาพร่างกายของแต่ละคน

ในบทความนี้ เราอยากชวนคุณมาเริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยพาไปรู้จักกับ 4 สารอาหารสำคัญ ที่คนไตควรใส่ใจเป็นพิเศษ พร้อมอธิบายง่าย ๆ ว่าแต่ละอย่างมีผลอย่างไรกับไต และควรเลือกกินอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลตัวเอง หรือการดูแลคนที่คุณรักก็ตาม

4 สารอาหารสำคัญ ที่ต้องระวังในผู้ป่วยโรคไต

เมื่อไตเริ่มเสื่อม การทำงานของมันก็ลดลงตาม หนึ่งในหน้าที่หลักของไตก็คือการกรองของเสียและแร่ธาตุต่าง ๆ ออกจากร่างกาย แต่เมื่อกรองได้น้อยลง ของเสียและแร่ธาตุบางชนิดก็จะคั่งอยู่ในเลือดมากเกินไป และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ตามมา เช่น อ่อนเพลีย บวม คัน หรือแม้แต่หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะในผู้ป่วยไตเรื้อรังตั้งแต่ระยะ 3a–5 ซึ่งไตเริ่มทำงานได้น้อยกว่าปกติแล้ว ซึ่งต้องระมัดระวังอาหารกลุ่มหลัก ๆ 4 อย่าง คือ

1. โปรตีน จำเป็น แต่ต้องพอดี

โปรตีนไม่ใช่ผู้ร้าย ยังคงเป็นสารอาหารที่สำคัญที่ร่างกายต้องการ แต่เมื่อไตเริ่มทำงานไม่เต็มที่ ของเสียจากการย่อยโปรตีน เช่น ยูเรีย ก็จะคั่งอยู่ในเลือดมากขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

ถ้ากินมากเกินไป ไตก็ต้องทำงานหนักขึ้น แต่ถ้ากินน้อยเกินไป กล้ามเนื้อก็จะลดลง อ่อนแรง และภูมิคุ้มกันต่ำได้

เพราะฉะนั้น ต้อง “บาลานซ์ให้พอดี” โดยเฉพาะในช่วงก่อนล้างไต โปรตีนต้องควบคุมให้อยู่ในระดับที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารแนะนำ เช่น

  • ถ้าไตยังทำงานได้ดี (ระยะ 1–3a): กินโปรตีนระดับปกติ 0.8–1.0 กรัม/น้ำหนักตัว (กก.)/วัน เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร 
  • ถ้าไตเริ่มเสื่อมมากขึ้น (ระยะ 3b–5): ต้องลดปริมาณโปรตีน เพื่อไม่ให้ของเสียคั่งในเลือด แนะนำให้ลดเหลือ 0.6–0.8 กรัม/กก./วัน
  • แต่ถ้าล้างไตแล้ว ปรับเพิ่มเป็น 1–1.2 กรัม/กก./วัน เพื่อชดเชยการสูญเสียจากการล้างไต

เนื้อสัตว์ที่แนะนำ: เนื้อสัตว์ที่มาจากธรรมชาติ (Raw food) ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น เนื้อหมู ไก่ ปลา กุ้ง ไข่ เป็นต้น
กลุ่มเนื้อสัตว์ที่ควรหลีกเลี่ยง: เนื้อสัตว์ที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ ลูกชิ้น แฮม เบคอน ไส้กรอกอีสาน

2. โซเดียม ตัวร้ายที่ทำให้ “บวม-ความดันพุ่ง”

เราสามารถพบโซเดียมได้จากทั้งอาหารจากธรรมชาติ เครื่องปรุง เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสทุกชนิด น้ำจิ้มสุกี้ กะปิ ถั่วเน่า ผงฟู เป็นต้น รวมทั้งอาหารแปรรูปทุกชนิด เนื่องจากเป็นการถนอมอาหารจึงมักมีการใส่เกลือหรือโซเดียมเพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาให้ได้นานขึ้น หากเราได้รับมากเกินไปจะทำให้ร่างกายบวมน้ำ ความดันสูง และอาจนำไปสู่หัวใจล้มเหลวได้

  • เป้าหมาย: โซเดียม ต้องไม่เกิน  2,000 มิลลิกรัมต่อวัน 
  • โซเดียมที่สำคัญอยู่ที่ไหนบ้าง 
    • เครื่องปรุงต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งหลักที่ส่งผลต่อปริมาณโซเดียมที่ได้รับมากที่สุด
    • อาหารแปรรูปทุกชนิด เช่น อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง และเนื้อสัตว์แปรรูปทุกชนิด เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน ลูกชิ้น เป็นต้น
  • คำแนะนำ
    • ใช้เครื่องเทศธรรมชาติ เช่น ขิง ตะไคร้ พริก กระเทียม ช่วยชูรสแทน
    • หากต้องกินอาหารนอกบ้าน แนะนำใช้เทคนิค “กินเนื้อ เหลือน้ำ” กินแต่เนื้อและผัก หลีกเลี่ยงการซดน้ำซุป น้ำผัด ช่วยลดไซเดียมส่วนเกินได้ดี
    • เลือกใช้เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ ช่วยลดการได้รับโซเดียมได้ 

3. ฟอสฟอรัส กินมากไป กระดูกพัง หลอดเลือดเสื่อม

ใครจะคิดว่าไตเสื่อมแล้วจะเกี่ยวกับ “คันผิวหนัง” หรือ “กระดูกบาง” ได้ 

ฟอสฟอรัสคือแร่ธาตุที่พบได้ในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ นม และอาหารแปรรูป เมื่อไตเสื่อม ฟอสฟอรัสจะคั่งในเลือด และดึงแคลเซียมจากกระดูก ทำให้กระดูกเปราะง่าย อีกทั้งยังไปสะสมตามหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจมากขึ้น

ฟอสฟอรัสมี 2 แบบ คือ

  • จากธรรมชาติ: พบในเนื้อสัตว์ ไข่แดง ถั่วต่างๆ เต้าหู้ ผลไม้ตากแห้ง (ดูดซึมได้ประมาณ 40-60%)
  • สารสังเคราะห์ฟอสฟอรัส : ไส้กรอก เบคอน หมูยอ กุนเชียง อาหารแช่แข็ง ขนมปัง เบเกอรี่ อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป น้ำอัดลม เบียร์ ชา กาแฟ (ดูดซึมสูงถึง 90–100%) เป็นกลุ่มที่ ควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษ

4. โพแทสเซียม  หากไม่ระวัง อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ

โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ เมื่อไตเสื่อมการขับโพแทสเซียมจะลดลง และถ้าสะสมในเลือดมากเกินไป อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนอาจถึงขั้นหัวใจหยุดเต้น

  • อาหารที่มีโพแทสเซียมสูงไม่ได้มีแค่กล้วยหรือฟักทอง แต่ผักและผลไม้อื่นๆที่มีสีสด เช่น สีส้ม สีแดง สีเหลือง รวมถึงสีเขียวเข้ม เช่น มะเขือเทศ กล้วย ส้ม มะม่วงสุก แครอท บร็อคโคลี่ มะระจีน กระเจี๊ยบมอญ น้ำผลไม้เข้มข้น  เป็นต้น

คำแนะนำ: ลวกผักทิ้งน้ำก่อนกิน และหลีกเลี่ยงการกินน้ำแกงหรือน้ำผลไม้คั้นสด รวมถึงแนะนำปอกเปลือกและนำเมล็ดผลไม้ออกก่อน ช่วยลดปริมาณการบริโภคโพแทสเซียมได้

จะไตดี ไตเสื่อม หรือแค่เริ่มรู้สึกว่าไตของเราน่าจะต้องการการดูแลมากขึ้นกว่าเดิมสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การ “งดทุกอย่าง” จนไม่เหลือความสุขในการกิน แต่คือการเรียนรู้ว่า เรายังกินอะไรได้บ้าง กินแค่ไหนพอดี และจะกินยังไงให้ไตไม่ต้องเหนื่อยไปมากกว่านี้ จริง ๆ แค่เข้าใจ 4 สารอาหารที่ควรใส่ใจ นั่นคือ โปรตีน โซเดียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เพียงรู้ว่าแต่ละช่วงของโรคไตต้องจัดการอย่างไร บางระยะกินได้ปกติ บางระยะต้องจำกัดหน่อย พอเข้าใจตรงนี้แล้ว ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมากเลยค่ะ 

E-book “โภชนาการโรคไต ฉบับเข้าใจง่าย” ที่เราตั้งใจเรียบเรียงให้เหมือนเพื่อนคนหนึ่งคอยแนะนำเรื่องอาหาร มีทั้งภาพ ตาราง ตัวอย่างเมนู และคำอธิบายที่ไม่ต้องมีพื้นฐานก็อ่านรู้เรื่อง ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเป็นไต หรือดูแลคนที่คุณรักที่เป็นโรคไต E-book เล่มนี้จะช่วยให้คุณ “กินเป็น อยู่เป็น และไม่กลัวเรื่องอาหารอีกต่อไป”

แล้วคุณจะรู้ว่า การดูแลไต ไม่ได้ยากอย่างที่คิด หรืออยากจะปรึกษานักกำหนดอาหารวิชาชีพออนไลน์ก็สามารถซื้อแพ็คเกจด้านล่างนี้ได้เลย นักกำหนดอาหารจะช่วยวางแผนอาหารให้เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่และช่วยดูแลให้คุณปรับตัวได้

ดูแลสุขภาพของคุณให้ถูกวิธี

โปรแกรมปรึกษานักกำหนดอาหารคืออะไร ?

พร้อมรับคำปรึกษาจาก

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ

แหล่งอ้างอิง

1. คณะอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย (บรรณาธิการ). (2565). ข้อแนะนำเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565 (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม). สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย

2. ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ และ ผศ.ดร.สุนาฎ เตชางาม. (2560). โภชนาการ สำหรับผู้เป็นโรคไตเรื้อรัง. สาขาวิชาวักกะวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

3. นันทยา จงใจเทศ, ภัทธิรา ยิ่งเลิศรัตนกุล, ปิยนันท์ อึ้งทรงธรรม, วารีทิพย์ พึ่งพันธ์, จุฑารัตน์ สุภานุวัฒน์ และ สไบ อินทโชติ. (2561). ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.