เป็นโรคไต ดื่มน้ำอัดลม ได้มั้ย ? คำถามสำหรับใครหลายคน ที่เริ่มเป็นโรคไต เพราะน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่หลายคนดื่มเป็นประจำ ทั้งโค้ก เป๊ปซี่ น้ำอัดลมรสผลไม้ หรือโซดา แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง น้ำอัดลมโดยเฉพาะประเภทมีสีเข้ม (dark-colored) ซ่อนอันตรายที่หลายคนมองข้ามอยู่ในรูปของ ฟอสเฟตสังเคราะห์ ที่ดูดซึมเข้าร่างกายได้เกือบ 100%
บทความนี้อธิบายว่าทำไมน้ำอัดลมถึงเป็นปัญหาสำหรับโรคไต มีอะไรอยู่ในน้ำอัดลมบ้าง และมีเครื่องดื่มทางเลือกอะไรที่ปลอดภัยกว่า
อะไรในน้ำอัดลมที่เป็นปัญหาสำหรับโรคไต
น้ำอัดลมมีสารอาหารที่ผู้ป่วยโรคไต ต้องระวังอยู่สองอย่างหลัก คือ ฟอสเฟตสารเติมแต่ง และ น้ำตาล โดยน้ำอัดลมสีเข้มอย่างโคล่ายังมีกรดฟอสฟอริก (Phosphoric Acid) เพิ่มเข้ามาด้วย
ฟอสเฟตในน้ำอัดลมเป็น ฟอสเฟตสังเคราะห์ (Inorganic Phosphate) ที่ร่างกายดูดซึมได้เกือบ 100% ต่างจากฟอสฟอรัสในอาหารธรรมชาติที่ดูดซึมได้เพียง 40–60% งานวิจัยพบว่าฟอสเฟตสังเคราะห์สัมพันธ์กับการเสื่อมของไตที่เร็วขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยโรคไต
เปรียบเทียบสารอาหารในน้ำอัดลมแต่ละชนิด
| เครื่องดื่ม | ขนาด 350 mL | ฟอสฟอรัส (mg) | โพแทสเซียม (mg) | น้ำตาล (g) |
|---|
| โคล่า (Cola) | 1 กระป๋อง | ~40–55 | ~10–15 | ~38 |
| โซดาสีใส (Sprite/7UP) | 1 กระป๋อง | ~5–10 | ~3–5 | ~38 |
| รูทเบียร์ (Root beer) | 1 กระป๋อง | ~45–60 | ~3–5 | ~39 |
| น้ำอัดลมรสผลไม้ | 1 กระป๋อง | ~5–15 | ~20–50 | ~35–40 |
| โซดาล้วน (ไม่ปรุงรส) | 1 แก้ว | 0 | 0 | 0 |
สังเกตว่าโซดาสีใสอย่าง Sprite หรือ 7UP มีฟอสฟอรัสต่ำกว่าโคล่ามาก เพราะไม่มีกรดฟอสฟอริก แต่ยังมีน้ำตาลสูงและเป็นของเหลวที่ต้องนับรวมในโควต้าต่อวัน
ฟอสเฟตในน้ำอัดลมอันตรายกว่าที่คิด
งานวิจัยใน Clinical Journal of the American Society of Nephrology (2012) ศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 คน และพบว่าการบริโภคน้ำอัดลมโคล่ามากกว่า 2 กระป๋องต่อวันสัมพันธ์กับ eGFR ที่ลดลงเร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ฟอสเฟตสูงในเลือดยังสัมพันธ์กับการสะสมของแคลเซียมในหลอดเลือด (Vascular Calcification) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วย CKD ทุกระยะ
แนวทางสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2565 แนะนำให้ผู้ป่วย CKD ระยะ G3b–G5 จำกัดฟอสฟอรัสไม่เกิน 800–1,000 mg ต่อวัน และให้หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีฟอสเฟตเป็นสารเติมแต่ง เพราะดูดซึมได้สูงมาก (ระดับหลักฐาน 1B)
น้ำอัดลมกับผู้ป่วย CKD แต่ละระยะ
CKD ระยะ G1–G2
ยังไม่จำเป็นต้องงดทั้งหมด แต่ควรจำกัดให้น้อยที่สุด ไม่ควรดื่มเป็นประจำทุกวัน เพราะน้ำตาลสูงกระทบน้ำหนักตัวและความดัน และฟอสเฟตสังเคราะห์ยังส่งผลต่อสุขภาพไตระยะยาว
CKD ระยะ G3a–G3b
ควรงดน้ำอัดลมโคล่าและรูทเบียร์ทุกชนิด ถ้าอยากดื่มน้ำอัดลมจริงๆ โซดาล้วนไม่มีรส (Plain soda water) เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่ต้องนับในโควต้าของเหลวด้วย
CKD ระยะ G4–G5 และผู้ที่ฟอกไต
ควรหลีกเลี่ยงน้ำอัดลมทุกชนิด รวมถึงน้ำอัดลม “ไม่มีน้ำตาล” หรือ “Diet” เพราะยังคงมีฟอสเฟตและกรดฟอสฟอริก การดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำมะนาวจืดเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก
น้ำอัดลม “Diet” หรือ “Zero Sugar” ปลอดภัยกว่าไหม
น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล (Diet Coke, Coke Zero) ลดปัญหาเรื่องน้ำตาลได้จริง แต่ยังคงมีกรดฟอสฟอริกและฟอสเฟตในปริมาณใกล้เคียงกับสูตรปกติ ดังนั้นจากมุมมองของโรคไตจึงยังไม่ใช่ทางเลือกที่ดี และสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในน้ำอัดลม Diet บางชนิดยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มผู้ป่วยโรคไต
เครื่องดื่มทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับผู้ป่วยโรคไต
| เครื่องดื่ม | ฟอสฟอรัส | โพแทสเซียม | เหมาะสำหรับ CKD |
|---|
| น้ำเปล่า | 0 | 0 | ดีที่สุด |
| โซดาล้วนไม่ปรุงรส | 0 | 0 | ดี — นับของเหลว |
| น้ำมะนาวจืด ไม่เติมเกลือ | ต่ำมาก | ~30–50 mg | ดี |
| ชาจีนชงจางๆ ไม่หวาน | ต่ำมาก | ต่ำ | ดี |
| กาแฟดำ (ไม่ใส่นม) 1 แก้ว | ~7 mg | ~116 mg | พอไหว ไม่เกิน 1–2 แก้ว/วัน |
สรุป: เป็นโรคไต ดื่มน้ำอัดลม ได้มั้ย
สำหรับผู้ป่วยโรคไตทุกระยะ น้ำอัดลมโดยเฉพาะโคล่าและน้ำอัดลมสีเข้มเป็นเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะฟอสเฟตสังเคราะห์ที่ดูดซึมได้เกือบ 100% ส่งผลต่อสุขภาพไตและหลอดเลือดในระยะยาว ถ้าต้องการความซ่า โซดาล้วนไม่ปรุงรสเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่น้ำเปล่าหรือน้ำมะนาวจืดยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเสมอ
อ้างอิง
- Brouns, F., Theuwissen, E., Adam, A., Bell, M., Berger, A., & Mensink, R. P. (2012). Cholesterol-lowering properties of different pectin types in mildly hyper-cholesterolemic men and women. European Journal of Clinical Nutrition, 66(5), 591–599. https://doi.org/10.1038/ejcn.2011.208
- Gutierrez, O. M., Muhle, R. L., Anderson, C. A. M., Dalal, M. A., Ouyang, P., Barrows, I. R., Bhatt, D. L., Scialla, J. J., Tighiouart, H., Sarnak, M. J., & Bhatt, D. L. (2012). Dietary phosphorus intake and the risk of decline in kidney function. Clinical Journal of the American Society of Nephrology, 7(4), 619–626. https://doi.org/10.2215/CJN.05280511
- KDIGO CKD Work Group. (2024). KDIGO 2024 clinical practice guideline for the evaluation and management of chronic kidney disease. Kidney International Supplements, 14(1), 1–117.
- Moe, S. M., Zidehsarai, M. P., Chambers, M. A., Jackman, L. A., Radcliffe, J. S., Trevino, L. L., Donahue, S. E., & Asplin, J. R. (2011). Vegetarian compared with meat dietary protein source and phosphorus homeostasis in chronic kidney disease. Clinical Journal of the American Society of Nephrology, 6(2), 257–264. https://doi.org/10.2215/CJN.05040610
- Ritz, E., Hahn, K., Ketteler, M., Kuhlmann, M. K., & Mann, J. (2012). Phosphate additives in food — a health risk. Deutsches Ärzteblatt International, 109(4), 49–55. https://doi.org/10.3238/arztebl.2012.0049
- U.S. Department of Agriculture. (2023). FoodData Central. https://fdc.nal.usda.gov
- สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2565). ข้อแนะนำเวชปฏิบัติโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565. สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย.
ไม่แน่ใจว่าอาหารที่กินอยู่ปลอดภัยสำหรับไตของคุณไหม?
Wello Food คิดให้ครบแล้วทุกมื้อ
เมนูและกับข้าวที่คำนวณโซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีนมาให้ตามแนวทางผู้ป่วยโรคไตตามระยะของคุณ — แค่เปิดแพ็คแล้วกิน ไม่ต้องนับเองทุกวัน
สั่งเลย
ดูแลสุขภาพของคุณให้ถูกวิธี
โปรแกรมปรึกษานักกำหนดอาหารคืออะไร ?
พร้อมรับคำปรึกษาจาก
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ