ไม่แน่ใจว่าอาหารที่กินอยู่ปลอดภัยสำหรับไตของคุณไหม?
Wello Food คิดให้ครบแล้วทุกมื้อ
เมนูและกับข้าวที่คำนวณโซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีนมาให้ตามแนวทางผู้ป่วยโรคไตตามระยะของคุณ — แค่เปิดแพ็คแล้วกิน ไม่ต้องนับเองทุกวัน
สั่งเลย
” เป็นโรคไตกินน้ำปลา ได้มั้ย ? หมอบอกห้ามเค็ม แต่ไม่ได้บอกชัดๆ ว่าน้ำปลาล่ะ?” — น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงหัวใจของอาหารไทย แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไต ต้องเข้าใจก่อนว่ามันมีผลต่อไตอย่างไร
คำตอบ คือ ยังกินได้ — แต่ต้องนับโซเดียม ว่าใช้ไปแล้วเท่าไหร่
ทำไมโรคไตถึงต้องระวังโซเดียม?
ไตที่ทำงานน้อยลงมีปัญหาในการขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย เมื่อโซเดียมสูงขึ้น ร่างกายดึงน้ำเข้ามาเพื่อเจือจาง ผลที่ตามมาคือ บวม ความดันสูง หัวใจทำงานหนักขึ้น และที่สำคัญ — โปรตีนรั่วออกทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น
แนวทางสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย 2565 กำหนดโซเดียมไว้ที่ ไม่เกิน 2,000–2,300 mg ต่อวัน สำหรับผู้ป่วย CKD ทุกระยะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียมเท่าไหร่?
| เครื่องปรุง | ปริมาณ | โซเดียม (mg) | % โควต้าต่อวัน |
|---|
| น้ำปลา | 1 ช้อนโต๊ะ (15 ml) | 1,400–1,800 | 60–90% |
| น้ำปลา | 1 ช้อนชา (5 ml) | 467–600 | 20–30% |
| เกลือแกง | 1 ช้อนชา | 2,300 | 100%+ |
| ซีอิ๊วขาว | 1 ช้อนโต๊ะ | 879 | 38–44% |
ตัวเลขที่น่าตกใจน้ำปลาแค่ 1 ช้อนโต๊ะ = โซเดียม 1,400–1,800 mg นั่นหมายถึงกินน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ ก็ใช้โควต้าโซเดียมวันนั้นไปแล้วมากกว่าครึ่ง ถ้าอาหารจานนั้นมีน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ — ล้นโควต้าวันนั้นเลย
ลองถามตัวเองว่าทุกวันนี้ เรากินน้ำปลามากเกินไปหรือเปล่า ???
แล้วยังกินน้ำปลาได้ไหม?
ได้ค่ะ แต่ต้องปรับวิธีใช้ ไม่ใช่เลิกเลย ซึ่งจะยิ่งทำให้อาหารจืดชืดจนกินไม่ได้ แล้วอาจจะทำให้ไม่สามารถปรับพฤติกรรมได้ในที่สุด
กลยุทธ์ใช้น้ำปลาอย่างฉลาด
- ใช้ปลาย ไม่ใช่ทั้งช้อน — หยดน้ำปลาหลังปรุงเสร็จแล้ว แทนที่จะผัดรวมตั้งแต่แรก รสจะชัดกว่า ใช้น้อยกว่า
- น้ำปลาโซเดียมต่ำ — ปัจจุบันมียี่ห้อที่ลดโซเดียม 30–40% ลองค้นหาในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือดูได้จากบทความเพิ่มเติม
- เสริมรสด้วยสมุนไพร — ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกไทย ขิง ช่วยให้อาหารรู้สึก “มีรส” โดยไม่ต้องเค็มมาก
- ชิมก่อนเติม — นิสัยที่ดีที่สุดคือชิมก่อน แล้วเติมน้ำปลาน้อยที่สุดที่ยังรู้สึกว่าอร่อย
- ลดการเติมน้ำปลาผสมพริก (น้ำปลาพริก) — โซเดียมสองเด้งถ้าราดน้ำปลาพริกเพิ่มในจาน บวกกับอาหารที่ปรุงมาแล้ว โซเดียมในมื้อนั้นพุ่งสูงมาก ระวังเป็นพิเศษ
เปรียบเทียบเครื่องปรุงทางเลือก
| เครื่องปรุง | โซเดียม/ช้อนชา | เหมาะสำหรับโรคไต |
|---|
| น้ำปลาธรรมดา | 467–600 mg | ⚠️ ใช้น้อยมาก |
| น้ำปลาโซเดียมต่ำ | ~280–350 mg | 🟡 ดีกว่า แต่ยังต้องจำกัด |
| น้ำมะนาว | ~1 mg | ✅ ใช้แทนได้ดีมาก |
| น้ำส้มสายชู | ~0 mg | ✅ เพิ่มรสเปรี้ยวแทนเค็ม |
| ใบโหระพา/กะเพรา | ~0 mg | ✅ เพิ่มกลิ่นหอมแทนปรุงรส |
เคล็ดลับจากนักกำหนดอาหาร
- วันไหนใช้น้ำปลา ให้ลดเครื่องปรุงอื่น (ซีอิ๊ว, เกลือ) ในมื้อเดียวกันลงด้วย
- นับโซเดียมสะสมทั้งวัน ไม่ใช่แค่ต่อมื้อ
- ถ้าจะกินอาหารนอกบ้าน แนะนำให้ขอ “ลดเค็ม” และไม่เติมน้ำปลาพริกเพิ่ม
สรุปแล้ว เป็นโรคไตกินน้ำปลา ได้มั้ย ?
เป็นโรคไตกินน้ำปลา ได้มั้ย ? คำตอบคือ กินได้ แต่ต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสม นักกำหนดอาหารแนะนำ หากเป็นโรคไตระยะต้นๆ สามารถกินได้ประมาณ 3 ช้อนชาต่อวัน โดยที่ไม่ได้ปรุงด้วยเครื่องปรุงที่มีโซเดียมสูงๆ อื่นๆ อีก แต่หากเป็นโรคไตระยะท้ายๆ ควรปรุงไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน แล้วใช้รสอูมามิอย่างอื่นนำแทน เช่น เห็ดหอม หอมใหญ่ กระเทียม พริกไทย รากผักชี หรือรสเปรี้ยวจากมะนาว มะขาม น้ำส้มสายชู หรือรสเผ็ด จากพริก ขิง พริกไทย จะช่วยทำให้คนไข้โรคไต เจริญอาหารมากขึ้น ขณะเดียวกัน การงดน้ำปลา เกลือ หรือเครื่องปรุงรสอื่นๆ ไปเลย ไม่ใช่สิ่งที่นักกำหนดอาหารแนะนำ เพราะอาจกระทบต่อระดับโซเดียมในเลือด ให้โซเดียมต่ำเกินไป (Hyponatremia) ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย อ่อนแรงได้เช่นกัน
อ้างอิง
- แนวทางเวชปฏิบัติโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2565
- KDIGO 2024 CKD Guideline — Sodium restriction <2,000 mg/day
- USDA FoodData Central — Fish Sauce Nutritional Profile
ดูบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับโรคไต
ดูแลสุขภาพของคุณให้ถูกวิธี
โปรแกรมปรึกษานักกำหนดอาหารคืออะไร ?
พร้อมรับคำปรึกษาจาก
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ