fbpx

ป้ายกำกับจากคลังความรู้

Tag : Clinical Nutrition

อาหาร สำหรับ ผู้ป่วยมะเร็ง

ผู้ป่วยมะเร็ง จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะทุพโภชนาการมากกว่าคนปกติ เนื่องจากเนื้องอกที่เกิดขึ้นและสภาวะของร่างกายจะส่งผลต่อการเผาผลาญ ความอยากอาหาร หรือทำให้การกินอาหารของผู้ป่วยเกิดความยากลำบากมากขึ้น รวมถึงการรักษาของแพทย์ก็อาจมีผลข้างเคียงต่อความอยากอาหารของผู้ป่วยด้วย แต่สภาพร่างกายของผู้ป่วยกลับต้องการพลังงานและสารอาหารมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การเตรียมสุขภาพผู้ป่วยให้มีความพร้อมในการรับการรักษาของแพทย์ จึงมีบทบาทอย่างมากในการรักษาคนไข้ให้หายขาดจากโรคมะเร็ง แล้วแบบนี้ผู้ป่วยมะเร็ง ควรกิน อาหารอย่างไร และปรับเปลี่ยนประยุกต์อย่างไรให้ผู้ป่วยได้พลังงานและสารอาหารอย่างเพียงพอ ผู้ป่วยมะเร็ง ต้องการพลังงานและสารอาหารเท่าไหร่  โดยทั่วไปคนเราควรได้รับพลังงานต่อวันอยู่ที่ประมาณ 1,600 – 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปตามเพศ วัย องค์ประกอบร่างกายและกิจวัตรประจำวันของแต่ละบุคคล โดยเราสามารถคำนวณหาพลังงานที่ควรได้รับต่อวันได้ที่นี่ คลิก แต่เมื่อร่างกายมีภาวะต่าง ๆ ความต้องการพลังงานก็จะเปลี่ยนแปลงไป โดยตามหลักคำแนะนำของ ESPEN Guideline ได้ให้คำแนะนำในผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับพลังงานใกล้เคียงกันกับคนปกติหรือ 25 – 30 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น เรามีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ก็ควรได้รับพลังงานวันละ 1,500 – 1,800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน   และส่วนของโปรตีน ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับมากกว่าคนปกติหรืออยู่ที่ 1 – 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 […]

โภชนบำบัด ในผู้ป่วย ไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ (Non-alcoholic fatty liver disease, NAFLD) ถือเป็นปัญหาที่เรื้อรังและส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมาก  ซึ่งจากการสำรวจพบว่าในปี พ.ศ.2561 มีผู้ที่มีภาวะตับแข็งทั้งจากแอลกอฮอล์และปัจจัยอื่น ๆ มากถึง 200,000 คน โดยปัญหาภาวะไขมันพอกตับนั้น มักพบควบคู่กับโรคเรื้อรังหรือปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ เช่น อ้วนลงพุง ภาวะดื้ออินซูลิน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น โดยภาวะไขมันพอกตับนี้จะเกิดจากการสะสมของไขมันภายในเนื้อเยื่อตับทำให้เกิดการแข็งตัวจนก่อให้เกิดโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ในที่สุด  สำหรับการดูแลหรือรักษาภาวะไขมันพอกตับนั้นจะให้ความสำคัญไปในด้านของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดว่ามีผลนั่นก็คือการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งในวันนี้ที่เราจะพูดถึงอย่างเจาะลึกคือการปรับโภชนาการ เปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร หรือ โภชนบำบัดในผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ  ความสำคัญของสารอาหารหลักต่อภาวะ ไขมันพอกตับ  ถ้าพูดถึงสารอาหารหลัก ๆ ที่เราจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ซึ่งถือเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย (Macronutrient) ซึ่งได้มีการศึกษาพบหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสารอาหารเหล่านี้กับการเกิดโรคภาวะไขมันพอกตับ โดยพบว่า  อาหารกลุ่มไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ น้ำตาลทราย และน้ำตาลฟรุกโตส มีความสัมพันธ์กับการเกิดไขมันพอกตับ นอกจากนั้นอาหารเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับของไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและความสามารถในการทำงานของตับ เราลองไปเจาะลึกว่าสารอาหารแต่ละชนิดกันมีผลต่อตับของเราอย่างไรบ้าง  ไขมัน  […]

กินอาหารอย่างไรเมื่อ ไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ (Fatty Liver) คือ ภาวะที่ตับมีการสะสมไขมันในรูปของไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถพบได้บ่อยและไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ แต่ภาวะไขมันพอกตับนั้นจะส่งผลให้การทำงานของตับแย่ลง และนำไปสู่สุขภาพโดยรวมที่แย่ลงอีกด้วย หากเป็นในระยะเวลานานและรุนแรงพอ จะก่อให้เกิดมะเร็งตับได้ แล้วแบบนี้ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับควรเลือกกินอาหารอย่างไรหรือคุมอาหารอย่างไร เพื่อชะลอการเสื่อมลงของตับ รวมถึงลดปริมาณของไขมันที่สะสมในตับลงได้  เจาะลึกเรื่องชนิดและอาการของ ไขมันพอกตับ  ไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่มีไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์สะสมอยู่ภายในเซลล์ตับมากขึ้น ส่งผลให้ตับเกิดการอักเสบและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น การทำงานของตับก็จะลดลงแล้วก็ส่งผลให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแย่ลงอีกด้วย แต่ว่าโรคไขมันพอกตับนั้นไม่มีอาการแสดงออกอย่างชัดเจน ทำให้เราจะทราบว่าเป็นไขมันพอกตับอยู่หรือไม่จากการตรวจสุขภาพเท่านั้น โดยโรคไขมันพอกตับนั้น จะถูกแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้  ไขมันพอกตับที่เกิดจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic fatty liver) คือ การเกิดภาวะตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณจนทำให้ตับเสื่อมสภาพลง และเกิดการสะสมของไขมันที่เซลล์ตับ  ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic fatty liver) คือ ภาวะตับแข็งที่มีความผิดปกติจากโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น การกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การกินอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีพลังงานสูง หรืออาหารที่มีน้ำเชื่อมฟรุกโตสสูง (High fructose corn syrup, […]

ลดความเสี่ยง Alzheimer ทำอย่างไรดี

อัลไซเมอร์ ( Alzheimer ) ถือเป็นหนึ่งในโรคที่มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลให้การทำงานของสมองลดลงได้ แล้วนอกจากการกินอาหารทั้ง 3 รูปแบบที่เราเคยพูดถึงกันไปแล้ว ยังมีวิธีการใดที่จะช่วย ลดความเสี่ยง Alzheimer ลงได้อีกบ้าง  อัลไซเมอร์ ( Alzheimer ) คืออะไรกัน  อัลไซเมอร์ เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของสมองที่สามารถพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแต่จะเกิดจากการที่สมองมีการสะสมของสาร เบต้า-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid) จนเกิดเป็นคราบบริเวณเซลล์สมอง ส่งผลให้การทำงานของสมองเริ่มลดลง โดยอาจเริ่มจากหลงลืมเกี่ยวกับความทรงจำระยะสั้น ๆ และอาจร้ายแรงถึงไม่สามารถเกิดการเรียนรู้และลืมการดำเนินชีวิตไปได้อีกด้วย ซึ่งอย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่าโรคอัลไซเมอร์มีปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ดังนี้ อายุที่มากขึ้น โดยในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีความเสียงสูงขึ้น 2 เท่าในทุก 5 ปีที่อายุเพิ่มขึ้น  พันธุกรรม เช่น มีญาติที่มีภาวะอัลไซเมอร์ เป็นต้น  การประสบอุบัติเหตุที่ส่งผลโดยตรงต่อศีรษะ  โรคหลอดเลือดหัวใจ ที่มีปัจจัยย่อย ๆ ได้แก่ 1.อายุที่มากขึ้น โดยในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีความเสียงสูงขึ้น 2 เท่าในทุก 5 […]

น้ำตาลในเลือด เท่าไหร่ถึงเป็น เบาหวาน

เบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับ น้ำตาล ในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้จนทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ได้อย่างเพียงพอหรือไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนนี้ได้ตามปกติ (ภาวะดื้อต่ออินซูลิน) ซึ่งอินซูลินถือว่าเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรงนั่นเอง  ด้วยภาวะทั้งสองที่กล่าวไป ทำให้ร่างกายหรือเซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาลที่อยู่ภายในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างปกติ จนเกิดเป็นการสะสมอยู่ภายในเลือด ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะก่อให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนหรือเป็นอันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ ได้   ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงจำเป็นต้องควบคุมอาหารให้เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ    รู้ได้อย่างไรว่าเป็น เบาหวาน  การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานจะสามารถทำได้ด้วยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก รวมถึงแพทย์จะสอบถามอาการผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยและของบุคคลในครอบครัว  โดยมีวิธีการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลายวิธีและจะแปรผลได้ ดังนี้  ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (FPG) ≥ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร  ระดับน้ำตาลในเลือดแบบสุ่ม (สำหรับผู้มีอาการ) ≥ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร  ระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำกลูโคส 75 กรัม 2 ชั่วโมง (OGTT) ≥ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร  ระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (HbA1C) ≥ 6.5%  แต่การตรวจโดยส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดมักจะถูกรวมอยู่ในการตรวจสุขภาพประจำปีคือ ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 […]

เป็น เบาหวาน จะสามารถกิน ผลไม้ หรือไม่?

ผู้เป็น เบาหวาน มีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารเพื่อให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงปกติ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเบาหวานหลาย ๆ คนสงสัยว่าเป็นเบาหวาน กินอะไรดีและอย่าง ผลไม้ ที่มีรสหวานจะสามารถกินได้หรือไม่  เจาะลึกเรื่อง เบาหวาน  เบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ผู้เป็นโรคเบาหวานจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร เช่น ควบคุมคาร์โบไฮเดรต เลี่ยงอาหารหวาน เลี่ยงอาหารมัน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อที่จะลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากเบาหวานได้ เช่น เบาหวานขึ้นตา โรคไต หลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน ซึ่งเป็นปัญหาทางสุขภาพที่ลดคุณภาพชีวิตของผู้เป็นเบาหวานอย่างมาก แล้วแบบนี้ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องระมัดระวังปริมาณน้ำตาลในอาหารจะสามารถกินผลไม้ที่มีรสหวานจากธรรมชาติได้หรือไม่  ผลไม้ เป็น เบาหวาน จะกินได้ไหม  หลายคนอาจสงสัยว่าโรคเบาหวานที่ต้องควบคุมน้ำตาลในเลือด จะกินผลไม้ได้จริง ๆ ใช่หรือไม่ โดยตามหลักการดูแลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถสรุปอย่างง่ายได้ว่า  ผู้เป็นโรคเบาหวานสามารถกินผลไม้ได้ เพราะถึงแม้ผู้เป็นเบาหวานจะต้องควบคุมน้ำตาล แต่ก็สามารถกินผลไม้ได้ทุกชนิด โดยจะต้องเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสมด้วย เพื่อไม่ให้ร่างกายเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตไปเป็นน้ำตาลในเลือดมากจนเกินไป ซึ่งปริมาณของผลไม้ที่แนะนำให้ผู้เป็นเบาหวานสามารถกินได้ในหนึ่งวัน คือ ครั้งละ 1 คาร์บ เทียบได้กับผลไม้ประมาณ 1 […]

กินอย่างไร…เมื่อเป็นเบาหวาน

เบาหวาน เบาหวาน เป็นภัยเงียบหนึ่งที่คนไทยหลายคนมองข้าม เนื่องด้วยอาการแสดงให้เกิดความตระหนักนั้นมีน้อย ถ้าไม่ตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจร่างกายโดยละเอียดแล้ว แทบจะไม่พบปัญหาทางสุขภาพนี้เลย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นจากการมีภาวะเบาหวานนั้น หลักๆ จะมาจากการเกิดปัญหาของหลอดเลือดต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาอีกมาก ฉะนั้นหากพบว่าเป็นเบาหวานแล้ว เราจึงควรดูแลสุขภาพไม่ให้น้ำตาลขึ้นสูงผิดปกติ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพของหลอดเลือดและป้องกันตัวเองจากปัญหาแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากเบาหวานต่าง ๆ นั่นเอง การกินอาหารเมื่อมีภาวะเบาหวาน จะเน้นหนักที่หลักการกินอาหารให้สมดุล สุขภาพดีและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางมีหลายประเด็นดังนี้ เลือกกินตามแนวทาง “จานอาหารสุขภาพ 2-1-1” นั่นคือการกะสัดส่วนของอาหารในจานข้าวให้มีความครบถ้วนและสมดุล โดยมีปริมาณอาหารหมวดข้าว แป้ง หรือเส้น ใกล้เคียงกับปริมาณอาหารหมวดโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ และยังต้องมีสัดส่วนของอาหารหมวดผักต่าง ๆ ในจานหรือในมื้อที่กินจริง มากกว่าปริมาณของข้าวแป้งหากทำได้ หรืออย่างน้อยมีปริมาณผักใกล้เคียงกับข้าวแป้งก็ได้ เน้นการกินอาหารต่างหมวดหมู่ในครบถ้วนในแต่ละมื้อ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า การเน้นหลักกินแต่เพียงอาหารหมวดใดหมวดหนึ่ง จะมีผลเสียมากกว่าผลดี เช่น น้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป ก็ต่ำง่ายเกินไป ควรผสมผสานแหล่งอาหารต่าง ๆ ในครบถ้วนในมื้อเดียว ควบคุมปริมาณการกินผลไม้ให้พอดี ควรมีผลไม้ในทุกวัน เพราะให้ทั้งใยอาหารและวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ แต่ผลไม้เองก็มีปริมาณของน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตต่าง ๆ […]

กินอย่างไร…เมื่อเป็นเบาหวาน

เบาหวาน เบาหวาน เป็นภัยเงียบหนึ่งที่คนไทยหลายคนมองข้าม เนื่องด้วยอาการแสดงให้เกิดความตระหนักนั้นมีน้อย ถ้าไม่ตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจร่างกายโดยละเอียดแล้ว แทบจะไม่พบปัญหาทางสุขภาพนี้เลย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นจากการมีภาวะเบาหวานนั้น หลักๆ จะมาจากการเกิดปัญหาของหลอดเลือดต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาอีกมาก ฉะนั้นหากพบว่าเป็นเบาหวานแล้ว เราจึงควรดูแลสุขภาพไม่ให้น้ำตาลขึ้นสูงผิดปกติ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพของหลอดเลือดและป้องกันตัวเองจากปัญหาแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากเบาหวานต่าง ๆ นั่นเอง วันนี้นักกำหนดอาหารจะมาเล่าให้ฟังกันว่า เราควรปรับการกินอย่างไร เพื่อคุมอาการเบาหวานได้ดีที่สุด การกินอาหารเมื่อมีภาวะเบาหวาน จะเน้นหนักที่หลักการกินอาหารให้สมดุล สุขภาพดีและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางมีหลายประเด็นดังนี้ เลือกกินตามแนวทาง “จานอาหารสุขภาพ 2-1-1” นั่นคือการกะสัดส่วนของอาหารในจานข้าวให้มีความครบถ้วนและสมดุล โดยมีปริมาณอาหารหมวดข้าว แป้ง หรือเส้น ใกล้เคียงกับปริมาณอาหารหมวดโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ และยังต้องมีสัดส่วนของอาหารหมวดผักต่าง ๆ ในจานหรือในมื้อที่กินจริง มากกว่าปริมาณของข้าวแป้งหากทำได้ หรืออย่างน้อยมีปริมาณผักใกล้เคียงกับข้าวแป้งก็ได้ เน้นการกินอาหารต่างหมวดหมู่ในครบถ้วนในแต่ละมื้อ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า การเน้นหลักกินแต่เพียงอาหารหมวดใดหมวดหนึ่ง จะมีผลเสียมากกว่าผลดี เช่น น้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป ก็ต่ำง่ายเกินไป ควรผสมผสานแหล่งอาหารต่าง ๆ ในครบถ้วนในมื้อเดียว ควบคุมปริมาณการกินผลไม้ให้พอดี ควรมีผลไม้ในทุกวัน เพราะให้ทั้งใยอาหารและวิตามิน แร่ธาตุต่าง […]

กินเพิ่มอย่างไร…เมื่อตั้งครรภ์

ในภาวะตั้งครรภ์ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายของคุณแม่ มีความต้องการพลังงานและสารอาหารที่มากกว่าภาวะปกติ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และบำรุงร่างกายของคุณแม่ให้แข็งแรงระหว่างตั้งครรภ์ ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องหมั่นดูแลน้ำหนักให้เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยในการตั้งครรภ์ การเพิ่มปริมาณอาหารและสารอาหารจึงมีความจำเป็นที่คุณแม่ทุกคนควรทราบ ลักษณะของสารอาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับเพิ่ม มีดังนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ จะต้องการพลังงานเพิ่มเพียงเล็กน้อย เฉลี่ยวันละ 50-100 kcal ต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับนมวัวหรือนมถั่วเหลืองเพียงวันละ 1 กล่องเท่านั้น ซึ่งในไตรมาสแรกนี้ รูปแบบอาหารที่เลือกจะยังไม่แตกต่างจากปกติมากนัก  อย่างไรก็ตามจะมีอาหารบางประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งจะได้พูดถึงในลำดับถัดไป ในช่วงไตรมาสที่สอง จะต้องการพลังงานเพิ่มวันละ 250-300 kcal  ซึ่งเทียบเท่านมวัวหรือนมถั่วเหลืองวันละ 1-2 กล่อง และอาจเพิ่มข้าวและกับข้าวที่กินในแต่ละมื้ออีกเพียงมื้อละ 1-2 ช้อนกินข้าว และควรหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท ในช่วงไตรมาสที่ 3 จะต้องการพลังงานเพิ่มถึงวันละ 450 – 500 kcal ต่อวัน หรือเทียบเท่าการรับประทานอาหารเพิ่มวันละ 1 มื้อ หรือเป็นมื้อย่อยก็ได้ โดยต้องได้รับสารอาหารเพิ่มประมาณหนึ่ง ทั้งสามไตรมาส ต้องเน้นการได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียวเข้ม ต่างๆ รวมทั้งเลือกกินอาหารที่มีโฟเลตสูง […]

อาหารอ่อน ย่อยง่าย เหมาะกับใคร ?

ทุกคนน่าจะต้องเคยได้ยินอาหารชนิดนึงที่มักจะแนะนำให้รับประทานในช่วงที่ป่วยหรือไม่สบาย เนื่องจากอาหารเหล่านี้มักจะเคี้ยวและกลืนได้อย่างง่ายดาย เพราะถึงแม้ว่าร่างกายของเราจะไม่พร้อมต่อการกินอาหารในรูแบบปกติ ร่างกายของเราก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับพลังงานและสารอาหารอย่างเพียงพอ ดังนั้น อาหารอ่อนย่อยง่าย ๆ นั้นจึงเป็นอาหารที่จะช่วยให้เราได้รับพลังงานและสารอาหารโดยที่ระบบย่อยอาหารของเราไม่ต้องทำงานหนักมากจนเกินไป แล้วนอกจากคนที่ป่วยอยู่ อาหารอ่อน ย่อยง่าย ๆ นี้ เหมาะกับใครบ้าง อาหารอ่อน คืออะไร อาหารอ่อน หรือ Soft diet คือ อาหารที่มีการหั่น สับ ปั่น บด หรือการปรุงให้เนื้อสัมผัสของอาหารมีลักษณะอ่อนนุ่ม นิ่ม และมีรสชาติอ่อน ๆ  ให้ง่ายต่อการกิน การเคี้ยวและการกลืน รวมถึงยังสามารถย่อยและดูดซึมได้ง่ายซึ่งดีต่อระบบย่อยอาหาร เพื่อช่วยลดอาการต่าง ๆ เช่น ปวดท้อง แน่นท้อง คลื่นไส้ เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เป็นต้น แต่ทั้งนี้อาหารอ่อนนั้นไม่เหมาะแก่การใช้เป็นแหล่งพลังงานและสารอาหารหลักในระยะยาว เพราะอาจทำให้ผู้ที่ได้รับอาหารอ่อนนั้นขาดพลังงานและสารอาหารได้นั่นเอง ใครบ้างที่ควรเลือกกิน อาหารอ่อน อาหารอ่อนอาจเป็นทางเลือกในการบริโภคอาหารของผู้ป่วยที่มีปัญหาในการเคี้ยวและการกลืน ทำให้ไม่สะดวกในการกินอาหารในรูปแบบปกติ รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีปัญหาในระบบย่อยอาหาร เช่น ผู้ที่ได้รับการถอนฟัน หรือการผ่าตัดภายในช่องปาก ผู้ที่มีระบบการย่อยอาหารผิดปกติ เช่น โรคลำไส้สั้น โรคลำไส้อักเสบ ภาวะตับอ่อนล้มเหลว […]

1 2 4
ส่งข้อความถึงเรา