อัปเดต: พฤษภาคม 2569 | เขียนโดย ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ Eatwellconcept
อาหารก่อมะเร็ง คือ อาหารหรือวิธีปรุงที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง เช่น เนื้อปิ้งย่างไหม้เกรียม เนื้อแปรรูป หรือพริกแห้งที่มีอะฟลาทอกซิน หากกินบ่อย (เช่น มากกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์) จะเพิ่มการสัมผัส PAH, HCA และสาร N-nitroso ซึ่ง IARC โดยสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้ “เนื้อสัตว์แปรรูป (Processed Meat)” เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ซึ่งหมายความว่า “มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงพอว่าก่อมะเร็งในมนุษย์”
- WCRF ระบุว่าเนื้อแปรรูป 50 กรัม/วัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ราว 16% (WCRF/AICR, 2018)
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2566) รายงานว่ามะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย
- การเปลี่ยนพฤติกรรมการปรุงและเลือกอาหารช่วยลดความเสี่ยงได้โดยไม่ต้องงดเมนูโปรดทั้งหมด
อาหารก่อมะเร็ง คืออะไร และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างไร?
อาหารก่อมะเร็ง หมายถึง อาหาร ส่วนประกอบ หรือวิธีการปรุงที่ทำให้ร่างกายได้รับสารก่อมะเร็ง (carcinogens) ในปริมาณที่อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกมะเร็ง องค์การอนามัยโลก (WHO) ผ่าน International Agency for Research on Cancer (IARC) แบ่งสารก่อมะเร็งออกเป็น 4 กลุ่ม โดย
กลุ่มที่ 1: สารที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Carcinogenic to humans)
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และระบาดวิทยาที่ ชัดเจนและเพียงพอ แล้วว่าสารนี้ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์
ตัวอย่าง: บุหรี่ และควันบุหรี่มือสอง, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, เนื้อสัตว์แปรรูป (เช่น เบคอน, กุนเชียง, ไส้กรอก), ฝุ่นละออง PM2.5, แสงแดด (รังสี UV)
กลุ่มที่ 2: กลุ่มที่อาจจะก่อมะเร็ง (แบ่งย่อยเป็น 2 ระดับ)
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่หลักฐานในมนุษย์ยังไม่แน่นหนา 100% แต่มีแนวโน้ม โดยแยกตามน้ำหนักของหลักฐานเป็น:
กลุ่มที่ 3: สารที่ยังไม่สามารถจัดประเภทได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Not classifiable as to its carcinogenicity to humans)
ความหมาย: หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ยังมีไม่เพียงพอ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ทดลองที่จะระบุได้ว่ามันก่อมะเร็งหรือไม่ (ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย แต่แปลว่ายังไม่มีข้อมูลชี้ชัด)
ตัวอย่าง: ชา, กาแฟ, เส้นใยเซรามิก, และสารเคมีอื่นๆ อีกนับพันชนิดที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษา
กลุ่มที่ 4: สารที่น่าจะไม่ก่อมะเร็งในมนุษย์ (Probably not carcinogenic to humans)
ความหมาย: มีหลักฐานชัดเจนว่า ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง ทั้งในมนุษย์และสัตว์ทดลอง
หมายเหตุ: ปัจจุบันกลุ่มนี้แทบจะไม่มีสารเคมีใดๆ บรรจุอยู่เลย (เคยมีสารตัวเดียวคือ Caprolactam แต่ภายหลังถูกย้ายไปอยู่กลุ่ม 3 แล้ว) เนื่องจากในทางวิทยาศาสตร์ การพิสูจน์ว่าสารใดสารหนึ่ง “ไม่ก่อมะเร็งเลย 100%” เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก
พฤติกรรมที่ 1 : กินอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม เสี่ยงมะเร็งจริงไหม?
การปิ้งย่างเนื้อสัตว์บนถ่านหรือเปลวไฟโดยตรงเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยในสตรีทฟู้ดไทย เช่น หมูปิ้ง ไก่ย่าง และข้าวเหนียวปิ้ง ความร้อนสูงเกิน 150 องศาเซลเซียส จะกระตุ้นปฏิกิริยาเคมีสองกลุ่มหลักที่น่ากังวล
กลไก: PAH และ HCA เกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อปิ้งย่าง
1. กลไกการเกิดสารก่อมะเร็ง: PAH และ HCA
เมื่อเนื้อสัตว์ถูกความร้อนสูง จะเกิดสารก่อมะเร็งขึ้นมา 2 ตัวหลักๆ ด้วยกลไกที่แตกต่างกัน ดังนี้:
PAH (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons): เกิดจากไขมันและน้ำมันของเนื้อสัตว์หยดลงไปสัมผัสกับถ่านร้อนๆ จากนั้นจะระเหยกลายเป็นควันพิษลอยกลับขึ้นมาเกาะที่บริเวณผิวของเนื้อสัตว์
HCA (Heterocyclic Amines): เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดอะมิโน ครีเอทีน (Creatine) และน้ำตาลในเนื้อสัตว์เมื่อได้รับความร้อนสูง ตัวอย่างเช่น สาร PhIP ซึ่งทางสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้อยู่ใน กลุ่ม 2A (สารที่น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์) (Jägerstad & Skog, 2005)
- ข้อเท็จจริงในบริบทไทย: หมูปิ้ง 1 ไม้ (น้ำหนักประมาณ 30 กรัม) ที่มีรอยไหม้เกรียมทั่วผิว จะมีปริมาณสาร HCA สูงกว่าหมูปิ้งที่ควบคุมอุณหภูมิและไม่มีรอยไหม้อย่างมีนัยสำคัญ
ความถี่และปริมาณที่เพิ่มความเสี่ยง — ตัวอย่างสถิติจากการศึกษา
จากการศึกษาแบบ Meta-analysis โดย Xue et al. (2014) พบว่า:
การบริโภคเนื้อย่างไหม้เกรียมมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิด มะเร็งตับอ่อน เพิ่มขึ้นถึง 36% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์
หมายเหตุ: ความเสี่ยงนี้เป็นความเสี่ยงสัมพัทธ์ และจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหากมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
พฤติกรรมที่ 2 : อาหารแปรรูป (ไส้กรอก แฮม เบคอน) ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งหรือไม่?
“เนื้อสัตว์แปรรูป” (Processed Meat) เช่น ลูกชิ้น แหนม แหนมหมู กุนเชียง และไส้กรอกอีสาน ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกับอาหารปิ้งย่าง โดย IARC ได้จัดให้เนื้อแปรรูปอยู่ใน กลุ่ม 1 (สารที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์) มาตั้งแต่ปี 2015 โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
เคมีในกระเพาะอาหาร: ไนไตรท์ และ ไนโตรซามีน
โซเดียมไนไตรท์ (E250): มักถูกใส่ในเนื้อแปรรูปเพื่อเป็นสารกันบูดและช่วยให้เนื้อมีสีชมพูน่ากิน
การเกิดสารก่อมะเร็ง: เมื่อไนไตรท์เดินทางเข้าสู่กระเพาะอาหาร จะทำปฏิกิริยากับสารเอมีน (Amines) ในสภาวะที่เป็นกรด กลายเป็นสาร N-nitroso compounds (NOC) หรือ ไนโตรซามีน ซึ่งถูกจัดอยู่ใน Group 2A
ข้อควรระวัง: แม้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะควบคุมให้มีปริมาณไนไตรท์ไม่เกิน 125 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ แต่การกินอาหารแปรรูปสะสมหลายอย่างต่อวัน อาจทำให้ร่างกายได้รับสารนี้ในปริมาณที่น่ากังวล
พฤติกรรมที่ 3 :การกินอาหารค้างคืนหรืออาหารเก็บนาน เสี่ยงมะเร็งไหม?
- ประเด็นนี้มีความเข้าใจผิดแพร่หลายในสังคมไทย โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย จำเป็นต้องแยกแยะหลักฐานให้ชัดเจน
- ความเข้าใจผิด: ไนไตรท์จากอาหารค้างคืน vs การปนเปื้อนเชื้อรา/อะฟลาทอกซินอาหารค้างคืนที่เก็บในตู้เย็นอย่างถูกต้อง (ต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส ภายใน 2 ชั่วโมงหลังปรุง) ไม่ได้สร้างสารก่อมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่น่ากังวลกว่าคืออาหารที่เก็บในอุณหภูมิห้องนานหลายชั่วโมง ซึ่งเอื้อให้เชื้อ Aspergillus flavus เจริญและผลิตอะฟลาทอกซิน B1 ซึ่ง IARC จัดเป็น กลุ่ม 1 อย่างแน่ชัด
พฤติกรรมที่ 4 : สั่ง “พริกป่น-ถั่วป่น” เติมไม่อั้นตามร้านก๋วยเตี๋ยว
การตักพริกป่น พริกแห้ง หรือถั่วลิสงป่นที่วางไว้ตามโต๊ะร้านอาหาร โดยไม่ได้สังเกตความชื้นหรือความเก่าใหม่
ความเสี่ยงมะเร็ง: เสี่ยงต่อการได้รับ “อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin)” ซึ่งเกิดจากเชื้อราที่โตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบเมืองไทย สารนี้ถูกจัดอยู่ใน IARC กลุ่ม 1 (สารก่อมะเร็งในมนุษย์อย่างแน่ชัด) โดยมีเป้าหมายทำลายเซลล์ตับโดยตรง ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ
อะฟลาทอกซินพบมากในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้งป่น และเครื่องแกงที่เก็บในที่ชื้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (2565) พบอะฟลาทอกซินเกินมาตรฐานในตัวอย่างพริกป่นในไทยสูงถึง 18% ของตัวอย่างทั้งหมด ดังนั้นการระมัดระวังเรื่องการเก็บเครื่องเทศจึงมีความสำคัญกว่าการหลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนที่เก็บถูกวิธี
พฤติกรรมที่ 5 : วัฒนธรรม “ล้อมวงกินร้อน” ซดน้ำซุปเดือดพล่านทันที
พฤติกรรมการกินชาบู หมูกระทะ หรือต้มยำ ที่พอตักน้ำซุปเดือดๆ จากเตาขึ้นมาแล้วซดทันทีโดยไม่รอให้อุ่นลงก่อน รวมถึงการดื่มชากาแฟที่ร้อนจัด
ความเสี่ยงมะเร็ง: IARC จัดให้อุณหภูมิของเครื่องดื่ม/อาหารที่ ร้อนเกินกว่า 65 องศาเซลเซียส อยู่ในกลุ่ม กลุ่ม 2A (น่าจะก่อมะเร็ง) เนื่องจากการสัมผัสความร้อนจัดซ้ำๆ จะทำให้เซลล์เยื่อบุผิวภายในหลอดอาหารเกิดการบาดเจ็บ ลวกพอง และอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์กลายเป็น มะเร็งหลอดอาหาร ได้ในระยะยาว
บริบทอาหารไทย: เมนูที่ควรระวังและตัวอย่างการปรุง
อาหารก่อมะเร็งในบริบทไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เนื้อแปรรูปนำเข้า แต่ยังรวมถึงเมนูพื้นเมืองที่คนไทยคุ้นเคย เช่น แหนมหมูดิบ น้ำปลาร้าหรือปลาร้าสุกที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน และกระทะเหล็กที่ใช้ผัดด้วยน้ำมันเปลือยไฟสูงซ้ำๆ ซึ่งทำให้น้ำมันแตกตัวเป็น acrolein และ aldehyde ที่ IARC จัด กลุ่ม 2A
ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ผู้ที่กินลาบดิบหรือก้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งในภาคเหนือและอีสาน ร่วมกับการดื่มเหล้าขาว และกินพริกป่นที่เก็บในกระปุกเปิดไว้นาน จะได้รับสาร NOC และอะฟลาทอกซินสะสม ซึ่งสอดคล้องกับอุบัติการณ์มะเร็งตับในภาคดังกล่าวที่สูงกว่าภาคกลาง (กรมควบคุมโรค, 2565)
ตารางเปรียบเทียบความเสี่ยงตามวิธีปรุงและประเภทอาหาร (ต่อหน่วยเสิร์ฟ)
| เมนู/อาหาร | น้ำหนักต่อหน่วยเสิร์ฟ (ก.) | สารเสี่ยงหลัก | กลุ่ม IARC | ความถี่ที่แนะนำ (WCRF) |
|---|
| หมูปิ้งไหม้เกรียม | 30-40 ก./ไม้ | PAH, HCA | 2A | ไม่เกิน 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ |
| ไส้กรอกอีสาน/แฟรงก์เฟิร์ต | 50-60 ก./ชิ้น | N-nitroso, ไนไตรท์ | 1 | ไม่เกิน 50 ก./วัน (WCRF) |
| แหนมหมูดิบ | 50 ก./มื้อ | NOC, แบคทีเรีย | 2A | หลีกเลี่ยง |
| พริกป่นเก็บนาน (ความชื้นสูง) | 1-2 ช้อนชา (~5 ก.) | อะฟลาทอกซิน B1 | 1 | ซื้อใหม่ทุก 1-2 เดือน |
| เนื้อแดงย่าง (ไม่ไหม้) | 100 ก./มื้อ | HCA ต่ำ | 2A | ไม่เกิน 500 ก./สัปดาห์ (WCRF) |
ที่มา: IARC Monographs Vol. 114 (2018), WCRF/AICR Third Expert Report (2018), สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล (INMUCAL)
คำแนะนำปฏิบัติได้จริง: 7 เทคนิคลดการสัมผัสสารก่อมะเร็งในอาหารไทย
- หมักเนื้อด้วยน้ำมะนาว กระเทียม หรือโรสแมรีก่อนปิ้งย่าง: การศึกษาพบว่า antioxidants ในสมุนไพรลดการสร้าง HCA ได้ 30-90% (Smith et al., 2008, Journal of Food Science)
- หลีกเลี่ยงรอยไหม้เกรียมและตัดส่วนที่ดำออกก่อนกิน: ปริมาณ PAH อยู่ที่ผิวเนื้อที่ไหม้เป็นหลัก
- จำกัดเนื้อแปรรูปให้ไม่เกิน 50 กรัม/วัน และกินคู่กับผักวิตามินซีสูง: เช่น พริกหยวกหรือมะเขือเทศ เพื่อยับยั้งการสร้าง NOC
- เก็บพริกป่นและเครื่องแกงในภาชนะปิดสนิท ในที่แห้งและเย็น: เพื่อป้องกันการเจริญของเชื้อ Aspergillus
- ใช้น้ำมันมีจุดเดือดสูง (เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันรำข้าว) เมื่อผัดไฟแรง: ลดการเกิด aldehyde จากน้ำมันที่ไม่เสถียรที่อุณหภูมิสูง
- เพิ่มผักใบเขียว ธัญพืชไม่ขัดสี และพืชตระกูลถั่วในมื้อหลัก: WCRF ระบุว่าใยอาหารสูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ลดลง
- จำกัดแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 ดริ้ง/วัน (ผู้หญิง) หรือ 2 ดริ้ง/วัน (ผู้ชาย): IARC จัดแอลกอฮอล์เป็นกลุ่ม 1 สำหรับมะเร็งหลายชนิด (WHO, 2023)
ข้อควรระวังเฉพาะกลุ่ม: ผู้มีประวัติครอบครัว/ผู้ป่วยมะเร็ง/หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรจำกัดเนื้อแปรรูปและปิ้งย่างอย่างเข้มงวดกว่าคำแนะนำทั่วไป และควรเข้ารับการตรวจคัดกรองตามเกณฑ์อายุ
- หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงอะฟลาทอกซินอย่างเด็ดขาดเพราะสารนี้ผ่านรกได้ (WHO, 2018)
- ผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษามะเร็งควรปรึกษานักกำหนดอาหารเฉพาะด้านก่อนปรับอาหาร เนื่องจากความต้องการโภชนาการอาจแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ โปรแกรมโภชนาการส่วนบุคคล Eatwellconcept
ตัวอย่างเมนูวันเดียว: แผนมื้ออาหารปลอดภัยที่ลดการสัมผัสสารก่อมะเร็ง
มื้อเช้า: ข้าวต้มหมูไม่แปรรูป 1 ถ้วย (150 ก. ข้าวสวย + หมูสับ 50 ก.) + ผักโขม 50 ก. ต้ม + มะนาวคั้น — ไม่มีเนื้อแปรรูป ใยอาหารสูง
มื้อกลางวัน: ข้าวกล้อง 150 ก. + ปลานึ่งมะนาว 100 ก. + ผัดบรอกโคลีน้ำมันรำข้าว 80 ก. — วิตามินซีและใยอาหารช่วยยับยั้ง NOC
มื้อเย็น: ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ผัดผัก 1 ชาม (เส้น 120 ก. + เต้าหู้แข็ง 60 ก. + ผักรวม 100 ก.) — หลีกเลี่ยงหมูแดดเดียวและลูกชิ้นแปรรูป
แผนนี้ให้พลังงานประมาณ 1,600 กิโลแคลอรี โปรตีน 65 กรัม ใยอาหาร 22 กรัม (อ้างอิงค่าโภชนาการ: INMUCAL สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาหารก่อมะเร็ง (FAQ)
- อาหารก่อมะเร็ง คืออะไรและมีตัวอย่างใดบ้าง?
- อาหารก่อมะเร็ง คือ อาหารหรือกระบวนการปรุงที่สร้างหรือมีสารก่อมะเร็ง (carcinogens) ตัวอย่างที่ IARC รับรอง ได้แก่ เนื้อแปรรูป (กลุ่ม 1) เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง แหนม และอะฟลาทอกซินใน ถั่วลิสง พริกป่น เนื้อแดงจัดอยู่ใน กลุ่ม 2A รวมถึงเนื้อปิ้งย่างไหม้เกรียมที่มี PAH และ HCA การดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทก็จัดเป็น กลุ่ม 1 ด้วย (IARC Monographs, 2015)
- กินเนื้อปิ้งย่างบ่อยๆ จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งแค่ไหน?
- การกินเนื้อปิ้งย่างไหม้เกรียมมากกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับอ่อนเพิ่มขึ้น 36% ตามการวิเคราะห์ meta-analysis (Xue et al., 2014) อย่างไรก็ตามความเสี่ยงนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วม เช่น พันธุกรรม การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ การลดความถี่และหลีกเลี่ยงรอยไหม้สามารถลดการสัมผัส HCA และ PAH ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอกและแฮม ทำให้เกิดมะเร็งหรือไม่?
- ใช่ IARC จัดเนื้อแปรรูปเป็น กลุ่ม 1 (ก่อมะเร็งในมนุษย์) โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ WCRF ระบุว่าการกิน 50 กรัม/วัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ราว 16% ในบริบทไทย ไส้กรอกอีสาน 1 ชิ้นหนักประมาณ 50-60 กรัม ซึ่งใกล้เคียงกับขีดจำกัดนี้แล้ว จึงควรบริโภคอย่างจำกัด
- กินอาหารค้างคืนเสี่ยงเป็นมะเร็งจริงไหม?
- โดยตัวเองแล้ว อาหารค้างคืนที่เก็บในตู้เย็นอย่างถูกต้องไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงที่แท้จริงคืออาหารที่เก็บในอุณหภูมิห้องนานหลายชั่วโมงซึ่งเอื้อต่อการเจริญของเชื้อราและการผลิตอะฟลาทอกซิน (IARC กลุ่ม 1) โดยเฉพาะอาหารประเภทข้าวและแป้งที่มีความชื้น ข่าวลวงเรื่อง “ไนไตรท์ในอาหารค้างคืน” ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับในระดับที่มีนัยสำคัญทางคลินิก
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับอาหารก่อมะเร็งอย่างไร?
- แอลกอฮอล์ทุกประเภทเป็น IARC กลุ่ม 1 carcinogen สำหรับมะเร็งปาก คอหอย หลอดอาหาร ตับ ลำไส้ใหญ่ และเต้านม (WHO, 2023) การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการกินเนื้อแปรรูปหรือปิ้งย่างมีผลทวีคูณ (synergistic effect) ต่อความเสี่ยงมะเร็ง ไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน
- จะลดความเสี่ยงจากอาหารก่อมะเร็งด้วยวิธีการปรุงอย่างไร?
- การหมักเนื้อด้วยสมุนไพรก่อนปิ้งย่างช่วยลด HCA ได้ 30-90% การนึ่ง ต้ม หรืออบที่อุณหภูมิต่ำกว่า 150 องศาเซลเซียสสร้าง HCA น้อยกว่าการปิ้งย่างโดยตรงบนไฟ การเก็บเครื่องเทศในภาชนะปิดสนิทป้องกันอะฟลาทอกซิน และการกินผักวิตามินซีคู่กับเนื้อแปรรูปช่วยลดการสร้าง NOC ในร่างกาย
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD) ควรหลีกเลี่ยงอาหารก่อมะเร็งชนิดใดเป็นพิเศษ?
- ผู้ป่วย CKD ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแปรรูปทุกชนิดเป็นลำดับแรก เพราะนอกจากความเสี่ยงมะเร็งแล้ว ยังมีปริมาณโซเดียม ฟอสเฟต และโพแทสเซียมสูง ซึ่งอาจทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น โดยเฉพาะใน CKD ระยะ 3b ขึ้นไป สารกันบูดในเนื้อแปรรูปยังเป็นภาระต่อการขับถ่ายของไตที่ลดลงด้วย ควรปรึกษานักกำหนดอาหารเฉพาะทางเพื่อวางแผนรายบุคคล ดูบริการที่ โปรแกรมโภชนาการส่วนบุคคล
- อาหารก่อมะเร็งส่งผลต่อเด็กและวัยรุ่นต่างจากผู้ใหญ่หรือไม่?
- เด็กและวัยรุ่นมีความไวต่อสารก่อมะเร็งสะสมมากกว่าผู้ใหญ่เพราะเซลล์กำลังแบ่งตัวเร็ว การสัมผัสสาร HCA, NOC และอะฟลาทอกซินในวัยเด็กอาจมีผลระยะยาวต่อความเสี่ยงมะเร็งในวัยผู้ใหญ่ กรมอนามัย (2566) แนะนำให้เด็กกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกด้วยการต้มหรือนึ่งแทนการปิ้งย่างให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงเนื้อแปรรูปในมื้อปกติ
สรุปและคำแนะนำสำคัญสำหรับลดความเสี่ยงจากอาหารก่อมะเร็ง
อาหารก่อมะเร็งในบริบทไทยมีความซับซ้อนและฝังอยู่ในวัฒนธรรมการกินประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นหมูปิ้ง ไส้กรอก หรือพริกป่นที่เก็บนาน การลดความเสี่ยงไม่ได้หมายถึงการงดทุกอย่าง แต่คือการเลือกความถี่ วิธีปรุง และการจัดเก็บที่ถูกต้องตามหลักฐาน IARC/WCRF หากต้องการแผนโภชนาการที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความเสี่ยงส่วนบุคคล สามารถปรึกษานักกำหนดอาหารผ่าน แอป Wello เพื่อรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลได้ทันที
เขียนโดย: ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ Eatwellconcept | ตรวจสอบข้อมูลโดยอ้างอิงแนวทาง IARC, WCRF/AICR, WHO และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออยู่ระหว่างการรักษาควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพก่อนปรับพฤติกรรมการกิน
อ้างอิง
- IARC Working Group. (2015). IARC Monographs on the Evaluation of Carcinogenic Risks to Humans: Red Meat and Processed Meat (Vol. 114). International Agency for Research on Cancer.
- World Cancer Research Fund/American Institute for Cancer Research. (2018). Diet, Nutrition, Physical Activity and Cancer: A Global Perspective. Third Expert Report. WCRF International.
- World Health Organization. (2023). Alcohol and Cancer. WHO. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/alcohol
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2566). รายงานสถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทย ปี 2566. กระทรวงสาธารณสุข.
- Xue, X., et al. (2014). Red and processed meat consumption and the risk of lung cancer: A dose-response meta-analysis of 33 published studies. International Journal of Clinical and Experimental Medicine, 7(6), 1542–1553.
- สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2566). ฐานข้อมูลโภชนาการอาหารไทย INMUCAL-Nutrients V.4. มหาวิทยาลัยมหิดล.
ไม่อยากคำนวณแคลอรี่เอง ไม่ต้องคิดเยอะเรื่องอาหาร
Wello Food คิดให้ครบแล้วทุกมื้อ
ดูแลสุขภาพของคุณให้ถูกวิธี
โปรแกรมปรึกษานักกำหนดอาหารคืออะไร ?
พร้อมรับคำปรึกษาจาก
นักกำหนดอาหารวิชาชีพ