ป้ายกำกับจากคลังความรู้

Tag : Blog from Eatology

8 เมนู อาหารเช้าเร่งด่วน สำหรับวัยทำงาน ทั้งง่าย และดีต่อสุขภาพ

อัปเดต: กรกฎาคม 2569 สรุปสั้น: สำหรับใครที่กำลังมองหาอาหารเช้าแบบสุขภาพดี  ควรเลือกมื้อแรกที่ให้พลังงานและสารอาหารครบถ้วน โดยคิดเป็นประมาณ 20–25% ของพลังงานต่อวัน เน้นโปรตีนไม่น้อยกว่า 15–20 กรัม คาร์โบไฮเดรตเชิงซับซ้อน และใยอาหารอย่างน้อย 5 กรัม เมนูที่เหมาะสม ได้แก่ โจ๊กใส่ไข่และผักสด ข้าวต้มปลา แซนด์วิชโฮลวีตใส่ไข่ต้ม และโยเกิร์ตผสมผลไม้สด มื้อเช้าที่มีโปรตีนและใยอาหารเพียงพอช่วยลดความหิวระหว่างวันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด วัยทำงานสามารถเตรียมอาหารเช้าที่มีคุณภาพได้ภายใน 5–10 นาที ด้วยการวางแผน meal prep ล่วงหน้า WELLO ช่วยเลือกเมนูได้แม่นยำกว่าการอ่านฉลากทั่วไป อาหารเช้า ทำไมจึงสำคัญ องค์การอนามัยโลก (WHO, 2023) ระบุว่ามื้อเช้าที่มีคุณภาพเชื่อมโยงกับสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงาน และการควบคุมน้ำหนักระยะยาว  โดยอาหารเช้า ควรประกอบด้วยโปรตีนคุณภาพสูง คาร์โบไฮเดรตเชิงซับซ้อน และใยอาหารเป็นหลัก อาหารเช้าเร่งด่วน สำหรับวัยทำงาน ความต้องการพลังงานต่อวันของผู้ใหญ่วัยทำงานอยู่ที่ประมาณ 1,800–2,200 กิโลแคลอรีต่อวัน ตามข้อมูลอ้างอิงทางโภชนาการสำหรับคนไทย (Thai DRI, 2563) ดังนั้นพลังงานที่ควรได้รับจากมื้อเช้าอยู่ในช่วง 360–550 […]

ผักบุ้งกินแล้วตาหวาน จริงมั้ย ?

อัปเดต: กรกฎาคม 2569 | เขียนโดย ทีมนักกำหนดอาหาร Eatwellconcept ผักบุ้งกินแล้วตาหวาน จริงมั้ย  — คำตอบในเชิงโภชนาการคลินิกคือ “ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าการกินผักบุ้งทำให้ตาสวยหรือตาหวานได้โดยตรง”  แม้ว่าผักบุ้งจะมีเบตาแคโรทีนและวิตามินซีสูง ซึ่งช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันและผิวหนัง แต่ยังไม่มีงานวิจัยระดับ Randomized Controlled Trial ที่พิสูจน์ว่าสารเหล่านี้ในผักบุ้งส่งผลต่อความสวยงามของดวงตาโดยเฉพาะ ผักบุ้ง 100 กรัม ให้เบตาแคโรทีนประมาณ 1,928 ไมโครกรัม (สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, INMUCAL) ผักบุ้ง 100 กรัม มีลูทีนประมาณ 3.29 mg (Busaba Tharasena and Siriporn Lawan ,2012)  ร่างกายเปลี่ยน แปลงเบตาแคโรทีนเป็นวิตามินเอไม่ได้ทั้งหมด ต้องกินเบตาแคโรทีน 12 ไมโครกรัม จึงจะได้วิตามินเอที่ร่างกายใช้ได้เทียบเท่า 1 ไมโครกรัม (Retinol Activity Equivalent: RAE) ต่างจากวิตามินเอจาก เครื่องใน ไข่แดง เนื้อสัตว์​ […]

กินไข่หลังผ่าตัดจะเป็นแผลเป็น จริงหรือไม่จริง ?

อัปเดต: กรกฎาคม 2569 | เรียบเรียงโดย ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ Eatwellconcept คำตอบโดยย่อ: ผ่าตัดแล้วกินไข่จะเป็นแผลเป็น เป็นข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ไข่ไก่เบอร์ 2  จำนวน 1 ฟอง ให้โปรตีน 7 กรัม   ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและแผลผ่าตัด การงดไข่โดยไม่จำเป็นอาจทำให้ร่างกายขาดโปรตีนและฟื้นตัวช้าลง ไม่มีงานวิจัยใดยืนยันว่าไข่ทำให้เกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ โปรตีนในไข่ช่วยสังเคราะห์คอลลาเจนและซ่อมแซมเนื้อเยื่อหลังผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกินไข่ได้ภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด หากระบบย่อยอาหารทำงานได้ปกติ ผ่าตัดแล้วกินไข่จะเป็นแผลเป็น จริงหรือโกหก ? (คำจำกัดความและภาพรวม) ความเชื่อที่ว่า “ผ่าตัดแล้วกินไข่จะเป็นแผลเป็น” แพร่หลายในสังคมไทยมาหลายชั่วอายุคน และยังคงเป็นหนึ่งในความเชื่อผิดๆ ด้านโภชนาการที่พบบ่อยที่สุดในหอผู้ป่วยศัลยกรรม ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (2566) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่างชี้แจงแล้วว่าข้อมูลนี้เป็นเท็จ อย่างไรก็ตาม ยังขาดคำอธิบายเชิงโภชนาการเชิงลึกที่อิงหลักฐาน บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลจาก INMUCAL, WHO, และงานวิจัยทางคลินิกเพื่อให้ญาติผู้ป่วยมีข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด กินไข่แล้วแผลจะนูนหรือเป็นคีลอยด์ จริงหรือไม่? กลไกการเกิดแผลเป็นนูนและปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริง แผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) และคีลอยด์ (Keloid) […]

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์: กินอะไรได้บ้าง หลีกเลี่ยงอะไรดี

อัปเดต: พฤษภาคม 2569 | เขียนโดย ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ Eatwellconcept สรุปสำคัญ : อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์ คือการเลือกรับประทานอาหารพิวรีนต่ำเพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือด โดยจำกัดเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และแอลกอฮอล์ พร้อมเพิ่มผักสด นมพร่องมันเนย และน้ำเปล่าอย่างน้อย 2–3 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความเสี่ยงการกำเริบของอาการปวดข้อ จำกัดพิวรีนจากอาหารให้ต่ำกว่า 400 มก. ต่อวันในช่วงที่มีอาการกำเริบ (Choi et al., 2005) นมพร่องมันเนยและโยเกิร์ตไขมันต่ำช่วยลดระดับกรดยูริกในซีรัมได้จริงตามหลักฐานเชิงประจักษ์ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอและลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นมาตรการเสริมที่สำคัญควบคู่กับการใช้ยา อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์ คืออะไร และทำไมต้องระวังอาหารนี้ อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์ คือ รูปแบบการกินอาหารที่ออกแบบมาเพื่อ ควบคุมและลดระดับกรดยูริก (Uric acid) ในเลือดให้ต่ำกว่า 6 มก./ดล. ในระยะยาว ซึ่งเป็นเกณฑ์เป้าหมายสำคัญที่สมาคมโรคข้อแห่งสหรัฐอเมริกา (ACR) และสมาคมอายุรศาสตร์แห่งประเทศไทยแนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบและลดการสะสมของผลึกตามข้อต่างๆ ในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมอนามัย (2565) ระบุว่าผู้ป่วยโรคเก๊าท์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีความชุกประมาณ 0.5–2% ของประชากรผู้ใหญ่ ซึ่งพฤติกรรมการกินอาหารมีผลโดยตรงต่อการดำเนินโรคนี้ […]

DASH diet ในอาหารไทย: วิธีปรับเมนูไทยให้ช่วยลดความดัน

อัปเดต: พฤษภาคม 2569 | เขียนโดย ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ Eatwellconcept สรุปสำคัญ DASH diet ในอาหารไทย คือการปรับรูปแบบการกินให้โซเดียมไม่เกิน 1,500–2,300 mg ต่อวัน ขณะที่เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น เลือกต้มจืดแทนแกงกะทิ ลดน้ำปลาลงครึ่งช้อน และเพิ่มผักใบเขียวทุกมื้อ เพื่อช่วยลดความดันโลหิตอย่างยั่งยืน โซเดียมในอาหารไทยสูงกว่าเป้าหมาย DASH diet เฉลี่ย 2–3 เท่า เราสามารถปรับได้ด้วยการลดน้ำปลาและซอสสำเร็จรูป ผักและผลไม้ไทย เช่น กล้วย มะละกอ และผักบุ้ง เป็นแหล่งโพแทสเซียมที่ราคาถูกและหาง่าย การปรับเมนูตาม DASH diet ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอาหารทั้งหมด เพียงปรับสัดส่วนและวิธีปรุงก็เพียงพอ DASH diet  คืออะไร? ทำไมจึงช่วยลดความดัน DASH ย่อมาจาก Dietary Approaches to Stop Hypertension เป็นรูปแบบการกินที่พัฒนาโดย National Heart, […]

สารอาหารบำรุงสายตา: 6 ตัวที่คนวัย 40+ ควรรู้

อัปเดต: พฤษภาคม 2569 | เขียนโดย ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ Eatwellconcept สารอาหารบำรุงสายตา คือกลุ่มวิตามิน แร่ธาตุ และแคโรทีนอยด์ เช่น ลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี และ DHA ที่ช่วยปกป้องเรตินาและแมคูลาจากความเสื่อมที่เกิดตามวัย สามารถพบได้ในอาหารไทยหลายชนิด เช่น ผักบุ้ง ฟักทอง และปลาทู ซึ่งมีสารเหล่านี้ในระดับที่เห็นผลได้จริง ลูทีนและซีแซนทีนสะสมอยู่ที่แมคูลาโดยตรง ทำหน้าที่กรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตราย การศึกษา AREDS2 พบว่าสูตรสารอาหารรวมช่วยลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมระยะกลางได้ถึง 25% (AREDS2 Research Group, 2013) อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน เช่น ผักบุ้ง ตำลึง และไข่แดง ให้สารบำรุงสายตาในปริมาณที่เหมาะสม สารอาหารบำรุงสายตา คืออะไร?  สารอาหารบำรุงสายตา คือสารอาหารที่ร่างกายนำไปใช้ปกป้องโครงสร้างของดวงตา ตั้งแต่กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงจอประสาทตา (retina) และแมคูลา (macula) ซึ่งเป็นจุดรับภาพที่คมชัดที่สุด องค์การอนามัยโลก (WHO) […]

ความดันต่ำต้องดื่มอะไร: คำแนะนำจากนักกำหนดอาหารวิชาชีพ

อัปเดต: พฤษภาคม 2569 | เขียนโดย ทีมนักกำหนดอาหาร Eatwellconcept สรุปสำคัญ: ความดันต่ำต้องดื่มอะไร คำตอบคือน้ำเปล่าให้ได้ 2–2.5 ลิตรต่อวัน ร่วมกับเครื่องดื่มอิเล็กโทรไลต์ที่มีโซเดียม 400–600 มก./ลิตร ในกรณีความดันต่ำเฉียบพลัน และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป เนื่องจากอาจจะยิ่งกระตุ้นให้ความดันลดลง ดื่มน้ำเปล่าสม่ำเสมอและเพิ่มโซเดียมในอาหารอย่างมีการควบคุม จะช่วยเพิ่มความดันได้จริงตามหลักฐานเชิงประจักษ์ ผู้ป่วยความดันต่ำระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรังต้องการกลยุทธ์โภชนาการที่แตกต่างกัน ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดต้องระวังปฏิกิริยาระหว่างยากับสารอาหารเป็นพิเศษ ความดันโลหิตต่ำคืออะไร และเมื่อใดต้องใส่ใจโภชนาการ ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) หมายถึง ค่าความดันซิสโตลิกต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท หรือไดแอสโตลิกต่ำกว่า 60 มิลลิเมตรปรอท ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO, 2023) ในประเทศไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าภาวะนี้พบบ่อยในผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ โดยสาเหตุหลักได้แก่ภาวะขาดน้ำ การได้รับโซเดียมไม่เพียงพอ และการเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว (Orthostatic Hypotension) ดังนั้นโภชนาการจึงเป็นหนึ่งในเสาหลักของการดูแลตนเองควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์ ความดันต่ำ อาการที่ต้องสังเกต อาการที่พบบ่อย ได้แก่ วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดเมื่อลุกนั่งหรือลุกยืน คลื่นไส้ ใจสั่น และอ่อนเพลียผิดปกติ […]

กินอย่างไร เมื่อความดันต่ำ: อาหารและเครื่องดื่มช่วยบรรเทา

อัปเดต: พฤษภาคม 2569 | เขียนโดย ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ Eatwellconcept สรุปสั้น: ความดันต่ำคือ ภาวะที่ค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มม.ปรอท นักกำหนดอาหารแนะนำบริโภคอาหารที่มีโซเดียม วิตามินบี 12 และน้ำให้เพียงพอ เช่น น้ำซุป เต้าเจี้ยว กล้วย จะช่วยเพิ่มความดันและลดอาการเวียนศีรษะในชีวิตประจำวัน โซเดียมจากอาหารธรรมชาติ เช่น น้ำซุปกระดูก และเต้าเจี้ยว ช่วยเพิ่มปริมาณเลือดหมุนเวียน ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 2–2.5 ลิตรต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำที่ทำให้ความดันลดลงอีก แนะนำแบ่งมื้ออาหารเป็น 4–5 มื้อเล็กต่อวัน ลดความเสี่ยงความดันต่ำหลังมื้ออาหาร (postprandial hypotension) ความดันต่ำคืออะไร? ความดันต่ำ (hypotension) คือ ภาวะที่ค่าความดันโลหิตซิสโตลิก/ความดันตัวบน ต่ำกว่า 90 มม.ปรอท หรือ ไดแอสโตลิก/ความดันตัวล่าง ต่ำกว่า 60 มม.ปรอท ตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO, 2023) อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เวียนศีรษะ […]

หมูกระเทียมไข่ดาว 1 จานกี่แคล?

หมูกระเทียมไข่ดาว เป็นเมนูตามสั่งที่สั่งง่าย กินง่าย และอิ่มเร็ว แต่ถ้าถามว่าให้พลังงานเท่าไหร่ คำตอบขึ้นอยู่กับส่วนของหมูที่ใช้ ปริมาณน้ำมันในการทอด และไข่ดาวแบบไหนที่ได้ หมูกระเทียมไข่ดาว 1 จาน (รวมข้าวสวย 150–200 ก.) ให้พลังงานเฉลี่ยประมาณ 550–700 kcal และถ้าสั่งไข่ดาวพิเศษแบบที่ร้านตามสั่งใช้น้ำมันมาก อาจสูงถึง 750 kcal ต่อจานได้ค่ะ แคลอรี่ หมูกระเทียมไข่ดาว มาจากไหนบ้าง? หมูทอดกระเทียม หมูสันนอก 100 กรัม ทอดกระเทียมด้วยน้ำมันปกติให้พลังงานประมาณ 166 kcal โปรตีน 23 กรัม ไขมัน 7 กรัม ถ้าเลือกหมูส่วนที่มีมันมากกว่า เช่น หมูสามชั้นหรือหมูคอ แคลอรี่ก็จะสูงขึ้นตามส่วนของไขมันแทรก น้ำมันทอด นี่คือจุดที่หลายคนมองข้ามมากที่สุด น้ำมันพืชที่ใช้ทอดหมูและเจียวกระเทียม โดยเฉลี่ยประมาณ 2–3 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงานประมาณ 240–360 kcal เพิ่มเข้ามาแบบที่ตาเห็นไม่ออก เพราะน้ำมันซึมเข้าเนื้อหมูและกระเทียมแล้วหายไปในจาน กระเทียมเจียวกรอบ กระเทียม […]

มะเขือเทศ กับ ผิว: ประโยชน์และข้อควรรู้เพื่อสุขภาพผิวที่ดี

มะเขือเทศ กับ ผิว: ประโยชน์และข้อควรรู้เพื่อสุขภาพผิวที่ดี อัปเดตล่าสุด: พฤกษภาคม 2569 มะเขือเทศเป็นแหล่งไลโคปีนและวิตามินซีที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และลดการอักเสบ เราควรบริโภควันละ 100-150 กรัม เช่น มะเขือเทศสดหรือในสลัด เพื่อผิวดูสุขภาพดี มะเขือเทศอุดมด้วยไลโคปีนและวิตามินซี ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและลดการอักเสบ ควรรับประทานวันละ 100-150 กรัม เหมาะสำหรับผู้ต้องการผิวสุขภาพดี มะเขือเทศ กับ ผิว คืออะไร? มะเขือเทศ (Tomato) เป็นผักผลไม้ที่ได้รับความนิยมในอาหารไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านโภชนาการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพผิว มะเขือเทศมีสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญอย่างไลโคปีน (Lycopene) และวิตามินซี (Vitamin C) ซึ่งมีบทบาทในการปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหายของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และลดกระบวนการอักเสบในผิวหนัง การบริโภคมะเขือเทศอย่างสม่ำเสมอจึงมีส่วนช่วยให้ผิวแลดูสดใส สุขภาพดี และลดความเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยก่อนวัย (สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2566) กินมะเขือเทศแล้วแก้มแดงจริงหรือ? กลไกการเปลี่ยนสีผิวหลังรับประทานมะเขือเทศ การรับประทานมะเขือเทศไม่ได้ทำให้แก้มแดงโดยตรง แต่สารไลโคปีนในมะเขือเทศจะสะสมในผิวหนังและช่วยให้ผิวดูอมชมพูขึ้นเมื่อรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไลโคปีนมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดีมากขึ้น (Rizwan et al., 2011) […]

1 2 34