ป้ายกำกับจากคลังความรู้

Tag : Blog from Eatology

แคดเมียม อาหารบางอย่างอาจปนเปื้อนได้

ประเด็นเรื่องการพบกาก แคดเมียม จำนวนมากที่ไม่ถูกเก็บให้ถูกวิธีในไทยเป็นเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่หรืออยู่ใกล้พื้นที่ที่มีโลหะดังกล่าว แคดเมียม (Cadmium) คือ ? เป็นโลหะชนิดหนึ่ง ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น แบตเตอร์รี่, เคลือบโหละต่างๆ,ส่วนผสมของสีในพลาสติก เซลามิก และแก้วบางชนิด ในอุตสาหกรรมโซลาเซลล์ก็มีการใช้เช่นกัน สารแคดเมียมมีครึ่งชีวิตหรือ half life ในร่างกายมนุษย์ถึง 30 ปี หากเราได้รับแคดเมียมปริมาณมาก ย่อมเกิดผลเสียต่างๆต่อร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆเพิ่มมากขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ว่าคนปกติไม่ควรได้รับแคดเมียมเกินสัปดาห์ละ 0.40-0.50 มิลลิกรัม ความเสี่ยงเกิดโรคในการสะสมแคดเมียมในร่างกาย โดยทั่วไปเราสามารถได้รับแคดเมียมได้จากอาหารที่เรารับประทานกันในประจำวันอยู่แล้ว เนื่องจากแคดเมียมเป็นสารที่จะผสมอยู่ในดิน น้ำ และอากาศ ทำให้สัตว์และพืชที่เจริญเติบโตในบริเวณที่มีแคดเมียมปนเปื้อนได้รับสารเหล่านี้ และเราในฐานะผู้บริโภค จึงไม่สามารถหลีกหนีการได้รับแคดเมียมได้เลย แหล่งอาหารที่มีความเสี่ยงแคดเมียมสูง *และจะมีปริมาณแคดเมียมเพิ่มมากขึ้น เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนจากแคดเมียม ในฐานะนักกำหนดอาหาร เราจึงแนะนำให้มีการจำกัดความถี่และปริมาณการรับประทานอาหารในกลุ่มดังกล่าว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับแคดเมียมปริมาณมาก ที่สำคัญเลยคือการเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ซื้ออาหารจากแหล่งเดิมซ้ำๆ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการรับแคดเมียมหรือโลหะหนักหรือสารพิษอื่นๆได้เช่นเดียวกันค่ะ

เบาหวาน เป็นแล้วกินอย่างไรดี

เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่พบมากในทั่วโลกและเป็นโรคยอดฮิตที่พบในหมู่ผู้ใหญ่ ซึ่งหลายคนมองข้ามเนื่องจากด้วยอาการแสดงให้เห็นมีน้อยกว่าจะรู้ตัวอีกทีตอนตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจเฉพาะเจาะจงเลย ปัญหาที่เกิดจากภาวะเบาหวาน คือเรื่องหลอดเลือดต่างๆ ในร่างกายที่ทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาอีกมาก ฉะนั้นเมื่อพบว่าเป็นเบาหวานแล้ว เราจึงควรดูแลสุขภาพไม่ให้น้ำตาลขึ้นสูงผิดปกติป้องกันตัวเองจากปัญหาแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากเบาหวานต่าง ๆ นั่นเอง โรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน -โรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมสภาพ สูญเสียความยืดหยุ่น นำมาสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ -โรคหลอดเลือดสมอง เช่นเดียวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อทำให้หลอดเลือดเกิดความผิดปกติ เกิดที่เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนใด ก็ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่นั่น หากเกิดที่บริเวณสมอง ก็นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง -โรคไต น้ำตาลที่สะสมไว้สูงเป็นเวลานานบริเวณหลอดเลือดฝอยที่ไต ทำให้เกิดการตีบ และอุดตัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองของเสียของไตลดลง -โรคจอประสามตาเสื่อม เบาหวานขึ้นตาเป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากหลอดเลือดอักเสบ โป่งพอง -เกิดแผลติดเชื้อที่เท้า เส้นเลือดตีบอุดตันทำให้ขาดเนื้อเยื้อไปเลี้ยงและเลือดไปเลี้ยงไม่พอ เบาหวาน โรคที่รักษาได้ด้วยการปรับอาหาร เบาหวาน (Diabetes Mellitus) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติในการนำสาร อาหาร กลุ่มคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน1 แต่เมื่อร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าสูงผิดปกติ จนสร้างความเสียหายต่อระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โรคเบาหวานแบ่งได้เป็น 4 ชนิด ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1, โรคเบาหวานชนิดที่ 2, […]

รวม เครื่องมือทางการแพทย์ ที่ควรพกติดบ้าน

เครื่องมือทางการแพทย์ คือ เครื่องมือ เครื่องใช้อุปกรณ์ เครื่องจักร วัตถุที่ใช้ใส่เข้าไปในร่างกายมนุษย์ น้ำยาที่ใช้ตรวจในห้องปฏิบัติการ และตัวสอบเทียบ (Calibrator) ซอฟต์แวร์วัสดุหรือสิ่งที่คล้ายกันหรือเกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้เครื่องมือการแพทย์มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ในปัจจุบันเครื่องมือการแพทย์อื่น ที่มีมาตรฐานมีวางขายตามเว็บไซต์ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) และร้านขายยา รวมถึงร้านค้าทั่วไป ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเครื่องมือการแพทย์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งมักจะเป็นเครื่องมือที่มีวิธีการใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อน โดยเราควรเลือกซื้อเครื่องมือที่มีมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เครื่องมือทางการแพทย์ ที่ควรพกติดบ้าน มาดูกันว่าเครื่องมืออันไหนที่ควรมีติดบ้านไว้ โดยที่ใช้ได้ทั่วไปและเฉพาะบ้านที่มีผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ซึ่งเครื่องมือแต่ละประเภทสามารถประเมินได้เบื้องต้นมีความแม่นยำในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถเทียบเท่ากับโรงพยาบาลได้ ดังนั้นโปรดอ่านรายระเอียดคู่มือการใช้งานของเครื่องมือแต่ละประเภทว่ามีวิธีการใช้งานอย่างไร ผลแปลที่วัดออกมาระดับไหนและควรที่จะรีบไปพบแพทย์เมื่อไร ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดค่าอุณหภูมิร่างกาย เครื่องวัดปริมาณออกซิเจนปลายนิ้ว เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดค่าน้ำตาลในเลือด Smart Watch ในปัจจุบัน นาฬิกาได้ถูกพัฒนาเพื่อตอบสนองการดูแลสุขภาพที่มีฟังชั่นหลากหลายไม่ว่าจะวัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดออกซิเจน นับก้าวเดิน ดูเรื่องการออกกำลังกายประเภทต่างๆ จับการนอนหลับ อุณหภูมิร่างกาย ซึ่งข้อมูลที่ตรวจจับร่างกายสามารถวิเคราะห์และรายงานผลผ่านแอพของแต่ละแบรนด์ในมือถือได้ เรียกได้ว่าครบในที่เดียว ส่วนเรื่องความแม่นยำต้องดูข้อมูลโดยตรงแต่ละรุ่นและแบรนด์จะมีความแตกต่างกันออกไป ส่วนการเลือกซื้อขึ้นอยู่ที่เราจะเลือกการใช้งานฟังชั่นแบบไหนและแบรนด์ที่ชอบได้เลย โดยทั้งหมดนี้สามาถใช้อ้างอิงข้อมูลเบื้องต้นของเราได้ แต่ไม่ควรใช้ข้อมูลที่ได้จากการตรวจวัดนี้ในการวินิจฉัยรักษาโรคหรือสั่งยาด้วยตัวเอง ควรเอาข้อมูลไปปรึกษาแพทย์หรือตรวจเชิงลึกกับโรงพยาบาลอีกที เครื่องมือการแพทย์ที่ใช้ในโรงพยาบาลเท่านั้น ตามโรงพยาบาลก็ยังมีเครื่องมือการแพทย์ที่เหมาะสมกับลักษณะและอาการของโรคนั้นๆ สำหรับแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษา เช่น […]

5 อาหาร ไม่แนะนำ เมื่อ ไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับหรือไขมันเกาะตับ เกิดจากไขมันประเภทไตรกลีเซอไรด์ ที่มีเกินความจำเป็นต่อร่างกาย และไขมันจะถูกสะสมที่ตับ  ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคนที่อ้วนลงพุงและคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หากมีไขมันเกาะตับอยู่หนาแน่นก็จะนำไปสู่การทำงานของตับล้มเหลว คนที่เป็นโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง และเบาหวานสามารถเสี่ยงพบไขมันพอกตับได้เช่นกัน ส่วน ไขมันพอกตับ อาหาร ที่ไม่แนะนำหลักๆมีอะไรบ้าง ภาวะไขมันพอกตับเกิดได้ทั้งกับคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำและไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ แต่คนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน จะเสี่ยงเป็นโรคตับมากกว่า เนื่องจากแอลกอฮอล์ส่งผลให้ไขมันแทรกในตับ ซึ่งนำไปสู่การเกิดการอักเสบและเกิดพังผืดในตับตามมา น้ำอัดลมที่มีฟรุกโตสคอร์นไซรัป (High-fructose corn syrup; HFCS) ซึ่งสามารถตรวจดูได้จากฉลากบนบรรจุภัณฑ์ การที่มีปริมาณน้ำตาลส่วนเกินที่เกิดจากการได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย จะทำให้ตับนำเอาน้ำตาลส่วนเกินไปสร้างเป็นไขมันและเก็บสะสมไว้ในตับ เมื่อนานเข้าก็จะกลายเป็นไขมันพอกตับ ขนมขบเคี้ยวอุดมไปด้วยน้ำตาลที่ให้ความหวาน โซเดียมที่ให้ความเค็ม และไขมันทรานส์ที่ให้ความมัน แม้จะทำให้มีรสชาติอร่อย ถูกใจผู้บริโภค แต่ทั้งน้ำตาล โซเดียม และไขมันทรานส์ ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง และน้ำตาลในเลือดสูง โดยภาวะเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดไขมันพอกตับ ผงชูรส หรือ MSG (Monosodium glutamate) เป็นเครื่องปรุงที่นิยมใส่ในอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อม ซึ่งมีงานวิจัย (Collison, 2009) ชี้ให้เห็นว่าผงชูรสเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไขมันพอกตับ เนื่องจากผงชูรสจะไปทำลายประสิทธิภาพการทำงานของกระบวนการสลายกรดไขมัน (Fatty acid β-oxidation) และการสร้างน้ำดี (Bile Synthesis) […]

อาหารที่ควรกิน หลัง ผ่าตัดลำไส้

การพักฟื้นนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดลำไส้ ซึ่งระยะเวลาที่ต้องใช้ในการพักฟื้นเพื่อกลับคืนสู่สภาพปกติจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะของการผ่าตัดและสภาพร่างกายของบุคคลนั้น ๆ โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยหลังผ่าตัดลำไส้ต้องการอาหารที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อาหารและโภชนาการสำหรับผู้ป่วย ผ่าตัดลำไส้ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดลำไส้ออกไป อาจเกิดอาการปวดเกร็งช่องท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย และอาจพบอาการน้ำตาลในเลือดต่ำร่วมด้วย หรือที่เรียกว่า ดัมปิ้ง ซินโดรม (Dumping Syndrome) ซึ่งเกิดจากการที่อาหารผ่านกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กเร็วเกินไป มักพบในผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ดังนั้นผู้ป่วยหลังผ่าตัดลำไส้จึงควรได้รับการดูแลอาหารเป็นพิเศษ ดังนี้ 1.อาหารหนึ่งถึงสองมื้อแรกหลังการผ่าตัดลำไส้จะเป็นอาหารเหลวใส ระหว่างเวลานี้ผู้ป่วยจะถูกจำกัดอาหารและมีการจำกัดน้ำ เนื่องจากลำไส้ต้องการระยะเวลาในการฟื้นฟู หากรับประทานอาหารทางปากได้แล้ว ก็ต้องค่อยๆ เริ่มจากอาหารเหลว เช่น น้ำหวาน น้ำสมุนไพร น้ำซุปใส น้ำผลไม้กรองกาก ไปสู่อาหารที่มีเนื้อสัมผัสมากขึ้น จนสามารถกลับมารับประทานได้อย่างปกติ  ซึ่งควรที่จะเลือกกินตามที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้ เพราะเป็นการจัดตามคำสั่งของแพทย์ 2.กินอาหารปริมาณครั้งละน้อย แบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆหลายๆมื้อ กินให้บ่อยขึ้นทุก 2-3 ชั่วโมง หรืออย่างน้อยวันละ 4-6 มื้อ หรือ เสริมอาหารมื้อว่าง  เพื่อให้ร่างกายได้พลังงานเพียงพอ เนื่องจากผู้ป่วยหลังผ่าตัดมักมีภาวะอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาเจียน 3.เลือกกินอาหารอ่อนเป็นระยะเวลา 2-8 สัปดาห์หลังการผ่าตัดลำไส้ คืออาหารที่ผ่านการสับ […]

วิตามิน และสารอาหารที่จำเป็นต่อคนวัยทำงาน

          ในวิถีชีวิตที่เร่งรีบจึงทำให้คนวัยทำงานส่วนใหญ่มักไม่มีเวลาในการเลือกกินอาหาร ตัวเลือกอาหารส่วนใหญ่จึงเป็นอาหารจานด่วน เบเกอรี่ หรือแม้แต่การข้ามมื้ออาหารนั้นๆไป ในระยะหลังคนวัยทำงานเริ่มหันมาสนใจดูแลสุขภาพของตัวเองมากยิ่งขึ้น การเสริมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงเป็นตัวเลือกแรกๆในการเริ่มดูแลตนเอง การเสริม วิตามิน เอง อาจเกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวได้หากกินไม่ถูกวิธี            วิตามิน เป็นสารอาหารจำเป็นที่ไม่ให้พลังงาน มีความต้องการน้อยมากแต่ก็ขาดไม่ได้ จึงทำให้อาการแสดงเมื่อมีการขาดวิตามินจึงพบได้ยาก1 เว้นเสียแต่ว่ามีการขาดวิตามินเหล่านั้นเป็นระยะเวลานาน ซึ่งในวัยทำงานด้วยลักษณะในการใช้ชีวิต ความเร่งรีบในแต่ละวัน หรือในวัยทำงานแต่ละคนอาจมีความต้องการวิตามินบางชนิดมากขึ้น จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการขาดสารอาหารได้ โดยเราคัด 5 วิตามินที่คนวัยทำงานอาจเสี่ยงต่อการขาดได้ สารอาหารที่สำคัญในวัยทำงานมีอะไรบ้าง วิตามินดี มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม รักษาสมดุลแคลเซียมและฟอสเฟตในเลือด หากท่านอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีจากการโดนแดดไม่เพียงพอ นักกำหนดอาหารแนะนำให้หาโอกาสโดนแดดอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ อย่างน้อย 25 นาทีต่อครั้ง หากท่านอยู่ในกลุ่มที่มีโรคประจำตัว นักกำหนดอาหารแนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจระดับวิตามินดีในเลือดเพื่อประเมินเสริมวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสมต่อไป แคลเซียม เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระดูก วิตามินเอ วิตามินเอมีส่วนช่วยหลักในเรื่องการมองเห็น วิตามินซี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ในคนที่สามารถกินผักและผลไม้ดังกล่าวได้ดีอยู่แล้วไม่มีความจำเป็นต้องเสริมวิตามินซี เนื่องจากร่างกายจะสามารถดูดซึมวิตามินซีได้ดีกว่ากลุ่มคนที่มีการเสริมวิตามินซี เพราะยิ่งเสริมมากร่างกายจะมีการดูดซึมลดลง แม้ว่าการเสริมวิตามินซีในปริมาณสูง (2000 มิลลิกรัมต่อวัน) จะยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดทางคลินิคว่าจะก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรง แต่พบว่าการเสริมวิตามินซีในปริมาณสูงมีผลต่อการสร้างออกซาเลตซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นนิ่วในไต ดังนั้นหากต้องการเสริมวิตามินซี แนะนำให้เพิ่มการดื่มน้ำระหว่างวันมากขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการเสริมวิตามินซีในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโรคไตและผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีภาวะเหล็กเกิน วิตามิน บี 1 […]

5 อาหารเลือกกินอย่างไร…เมื่อ ไขมันพอกตับ

ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) เป็นภาวะที่มีไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์มาเกาะอยู่ที่ตับของเราประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตับ ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคนที่อ้วนลงพุงและคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หากมีไขมันเกาะตับอยู่หนาแน่นก็จะนำไปสู่การทำงานของตับล้มเหลว ซึ่งวิธีง่ายๆที่ช่วยลด ไขมันพอกตับ ของเราได้ ก็คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางโภชนาการนั่นเอง โภชนาการที่ดีต่อภาวะไขมันพอกตับ               แม้ว่าตับเป็นอวัยวะที่มีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง อย่างไรก็ตามการควบคุมอาหารคือปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลดไขมันพอกตับ โดยเริ่มจากการลดการบริโภคอาหารมันๆ หวานๆ และเพิ่มการกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง อย่างผัก ผลไม้ ธัญพืช และถั่ว ซึ่งเราควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อตับ และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ไขมันพอกตับมากขึ้น ดังนี้ 5 อาหารแนะนำ เมื่อ ไขมันพอกตับ ถั่วเหลือง หรือ เต้าหู้ เป็นแหล่งโปรตีนชนิดที่ดีและมีไขมันต่ำมีการศึกษา (Mega, 2021) ได้กล่าวเอาไว้ว่าการบริโภคถั่วเหลือง ช่วยลดไขมันพอกตับ เนื่องจากถั่วเหลืองมีเบต้า-คอนไกลซิน(β-conglycinin) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ และมีสารไอโซฟลาโวน(Isoflavones) ที่ช่วยเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลและการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของไขมันในช่องท้อง ข้าวกล้องเป็นธัญพืชที่ไม่ขัดสี มีไฟเบอร์สูง ถือว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีบทบาทในการช่วยชะลอการดูดซึมไขมันและน้ำตาลในกระแสเลือด ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานส่วนเกินที่จะเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมน้อยลง ซึ่งสามารถช่วยลดไขมันพอกตับได้ อย่างไรก็ตามควรควบคุมปริมาณการกินให้อยู่ที่ราว 2-3 ทัพพีต่อมื้อ (ไม่เกิน 150 […]

นมวัว นมธัญพืช กินอันไหนดีกว่ากัน

นมวัวเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมาตลอดตั้งแต่ในอดีต แต่การเลือกดื่มนมในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากนมวัวแล้ว ยังมี นมธัญพืช หลายชนิด เช่น นมถั่วเหลือง นมข้าวโพด นมอัลมอนด์และอื่นๆ ได้กลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่ผู้บริโภค แล้วนมทั้งหมดนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่ลองไปดูกัน นมวัว คือ เครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีลักษณะเป็นของเหลวสีขาว รสจืดหอมมัน นอกจากนี้ยังมีการปรุงแต่งรสแบบอื่นๆให้มีความหลากหลาย เช่น รสช็อกโกแลต รสสตอเบอร์รี่ รสกล้วย เป็นต้น นมวัวอุดมไปด้วยสารอาหารชนิดต่างๆ ดังนี้ นมธัญพืช(plant based milk) นมธัญพืช คือเครื่องดื่มที่ทำมาจากธัญพืช  เช่น นมถั่วเหลือง นมข้าวโอ๊ต นมอัลมอนด์ ฯลฯ โดยทั่วไปแล้วร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมจากการดื่มนมธัญพืชได้น้อยกว่านมวัว เพราะธัญพืชมีสารไฟเตท (Phytate) สารจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติการขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมได้ นมธัญพืช แต่ละชนิดประกอบด้วยสารอาหารแตกต่างกันจึงควรอ่านข้อมูลโภชนาการและส่วนประกอบที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนเลือกซื้อ และรับประทานอาหารอื่นๆที่มีประโยชน์และหลากหลายเพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน เช่น ความแตกต่างระหว่างนมวัวและนมธัญพืช สารอาหารที่อยู่ในน้ำนมทั้งสองชนิด โดยเฉพาะโปรตีน ฟอสฟอรัส แคลเซียม และโพแทสเซียม โดยธรรมชาติแล้วในนมวัวจะมีปริมาณมากกว่านมธัญพืช แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารได้มีการเติมสารอาหารเหล่านี้ในระหว่างกระบวนการผลิต ทำให้ทั้งนมวัวและนมธัญพืชมีปริมาณสารอาหารที่ใกล้เคียงกัน น้ำตาลแลคโตสเป็นน้ำตาลที่อยู่ในนมวัว ซึ่งนมธัญพืชจะไม่มี ภายในร่างกายมนุษย์จะมีเอนไซม์ที่ชื่อว่าแลคเตส […]

สารอาหาร จะวัยไหนๆ กินอย่างไร ให้ดี !

หากถามว่าอะไรจำเป็นในการดำรงชีวิต อาหาร คงเป็นคำตอบแรกๆ ที่พูดถึง สารอาหาร สำคัญ ตั้งแต่เราเป็นทารกอยู่ในท้อง จนกระทั่งคลอดออกมา จนเติบโตมาเรื่อย ๆ และเข้าสู่วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่  สุดท้ายเข้าสู่ในช่วงวัยผู้สูงอายุ อาหารคือสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้  ไม่ว่าจะเลือกกินอาหารที่ดีหรือไม่ดี เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมย่อม็ส่งผลต่อร่างกายโดยตรง รวมไปถึงคุณภาพชีวิตที่ดี และสุขภาพที่ดีก็จะ เริ่มต้นได้ด้วยการเลือกกินอาหารที่เหมาะสมและเข้ากับช่วงวัยนั่นเอง อาหารหลักที่จำเป็นทุกช่วงวัย อาหารที่จำเป็นทุกช่วงวัย คืออาหารที่ให้สารอาหารหลัก (Macronutrients) เป็นกลุ่มสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน สารอาหารรอง (Micronutrients) ได้แก่ วิตามินและเกลือแร่ ซึ่งแม้จะเป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงานและร่างกายต้องการในปริมาณที่น้อย แต่ก็ขาดไม่ได้ เพราะมีบทบาทที่สำคัญให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ  ในประเทศไทยนิยมใช้ธงโภชนาการในการแนะนำการกินอาหาร ในธงโภชนาการจะบอกถึงปริมาณ สัดส่วน และความหลากหลายของอาหารที่คนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ควรกินใน 1 วัน โดยนำเอาอาหารหลัก 5 หมู่ มาแบ่งเป็น 4 ชั้น 6 […]

เป็นมะเร็งกินโปรตีนได้ไหม ?

คำถามยอดฮิตสำหรับคนไข้มะเร็งและญาติเลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะเมื่อเป็นมะเร็งแล้ว จะมีความเชื่อ และข้อมูลที่ได้รับมาจากสื่อออนไลน์ที่บอกว่าเรา ห้ามกินอันนั้น ห้ามกินอันนี้ ให้กินอันโน้นซิ จะได้ไม่เป็นอาหารของมะเร็ง จนสุดท้ายแล้วคนไข้มักมาพบหมอหรือนักกำหนดอาหารด้วยภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition) หรือมีภาวะผอมหนังหุ้มกระดูก (cachexia) ร่วมด้วย เนื่องจากกินอะไรไม่ได้ เพราะถูกจำกัดอาหารมากจนเกินความจำเป็น ภาวะผอมหนังหุ้มกระดูกจากมะเร็ง (cancer cachexia) เป็นภาวะที่มีสูญเสียมวลกล้ามเนื้อลดลงอย่างต่อเนื่องหรือมีการสูญเสียมวลไขมันของร่างกายร่วมด้วย มักเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition)  และ ความผิดปกติของเมทาบอลิซึมของผู้ป่วยเอง จะเห็นได้ว่าคนไข้ในกลุ่มนี้จะมีรูปร่างที่ซูบผอม กล้ามเนื้อลีบ ไม่มีแรง เบื่ออาหาร และกินอาหารได้น้อย ในฐานะนักกำหนดอาหาร เรามักจะพูดกับคนไข้หรือญาติเสมอว่า “เป็นมะเร็ง กินอะไรก็ได้ ” โดยจะมีหลักจำง่ายๆคือ “ กินอาหารที่มีพลังงานสูง และโปรตีนสูง” หรือ “High Energy High Protein” เนื่องจากร่างกายกายเราจะมีการใช้พลังงานที่มากขึ้น เกิดขึ้นมากจากกระบวนการของเซลล์มะเร็ง หรือถ้าให้เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆเลยก็คือ ตอนนี้เหมือนเราทำงานคนเดียว แต่มีเซลล์มะเร็ง จะเป็นอีกส่วนที่ช่วยใช้เงินอีกหนึ่งคน  ซึ่งถ้าเราไม่ทำงานหาเงินเพิ่ม สุดท้ายเงินที่เราเก็บไว้ก็จะหมดไป เช่นเดียวกันกับการที่เราไม่กินอาหารและโปรตีนเพิ่ม […]

1 15 16 17 34